| Poomipat 的个人资料Poomkun照片日志列表 | 帮助 |
|
4月14日 รพ.ชุมชน ห่างหายไปนาน ภูมิพัฒน์คนนี้ยังคงสบายดีอยู่ ขอให้ทุกคนวางใจได้นะครับ(พูดเหมือนมีคนห่วงมึงอยู่งั้นแหละ) ช่วงนี้ก็ไปอยู่ที่รพ.ชุมชนอีกแล้ว ขยันออกเนอะ....คนเรา คราวนี้เราก็ได้ไปอยู่ที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชจอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่กว้างมากๆ เป็นรพ.ขนาด 60 เตียง ที่พื้นที่เยอะจนเราตกใจ เพราะเค้ามีพื้นที่ทั้งหมด 64 ไร่ (คิดดูว่ารพ.ศิริราชน่ะ มีพื้นที่ทั้งหมด 77 ไร่น่ะตอนนี้....แต่กำลังจะได้เพิ่มอีก 33 ไร่แล้วหล่ะ) ซึ่งภายในก็วางแพลนตึกไว้แบบหน้ากว้าง และด้านหลังเป็นบ้านพักกับสนามกีฬา เนื่องด้วยผอ.ที่นี่นั้น บ้ากีฬา จึงมีการสร้างสนามกีฬาในพื้นที่รพ.มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สนามบอลขนาดมาตรฐาน 1 สนาม สนามบาส 3 สนามเป็นในร่ม 2 กลางแจ้ง 1 คอร์ตแบต 2 คอร์ต สนามวอลเล่บอล 2 สนาม รวมทั้งยังมีทางวิ่งรอบๆรพ.อีกด้วย เราเลยไม่แปลกใจเลยที่บุคลากรภายในรพ.นี้ ดูแข็งแรงและไม่แก่เลย เนื่องจากบุคลากรทุกคนล้วนต้องเล่นกีฬาด้วยกันทั้งนั้น รพ.นี้ถือว่ามีหมอเยอะนะ มีตั้ง 6 คนแหนะ(ไม่รวมผอ.) โดยเป็นแพทย์ทั่วไป 3 คนและ แพทย์เฉพาะทาง 3 คน แบ่งเป็น อายุรแพทย์ ศัลยแพทย์ และ กุมารแพทย์ อย่างละ 1 คน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับรพ.ชุมชน บุคลากรในรพ.นี้ก็ใจดี เป็นกันเอง ช่วยเหลือพวกเรามากมาย มาคราวนี้เราจะเน้นไปที่ดูงานบริหารและร่วมปฏิบัติงาน มากกว่าที่จะไปออกสำรวจชุมชน เลยได้ไปทำอะไรๆมากขึ้น ไม่ว่าจะไปออกหน่วยตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยเราเป็นคนเจาะเลือดเอง หรือจะไปอยู่เวรห้องฉุกเฉิน แต่ก็แปลกนะ สงสัยว่าเราจะดวงอุดคนไข้มากๆเลย เพราะเวลาที่เราอยู่เวรเนี่ย ไม่ค่อยจะมีคนไข้มาเลย แต่พอเราไม่อยู่เนี่ย คนไข้มากมายเลย ก็เป็นไปได้เนอะ ของแบบนี้ แต่ก็ยังได้ไปร่วมดูการชันสูตรพลิกศพ 1 ศพ ก็ไม่มีอะไรมาก ตำรวจพาร่างมาตรวจถึงที่รพ. ไม่ได้ออกไปดูยังสถานที่พบศพ ก็เป็นอีกอารมณ์นึงที่เราไม่ค่อยได้เจอเมื่ออยู่ที่ศิริราชน่ะ
ที่สำคัญ มาอยู่ที่นี่ ได้ไปเที่ยวบ่อยมาก ทั้งๆที่วันทำการก็น้อย แต่พี่ๆหมอก็ยังอุตส่าห์จัดตารางไปเที่ยวให้เราได้มากมาย เริ่มจากได้ไปที่ถ้ำเขาบิน ซึ่งเป็นถ้ำที่มีทางเดินข้างในยาวมากๆ ประมาณ800กว่าเมตรได้ ซึ่งจะมาที่นี่ ขอแนะนำให้มีไกด์จากข้างหน้าพาเข้าไปด้วย แล้วท่านจะได้อรรถรสในการดูหินเป็นรูปร่างต่างๆในแบบที่ว่า ถ้าไม่บอกกูก็ไม่รู้หรอกเฟ่ย เค้าไปมองกันได้ยังงัยนะ เก่งจริงๆเลย ต่อมาก็ได้ไปที่แม่น้ำแม่กลอง บริเวณอ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อไปดูหิ่งห้อย โดยวันที่เราไปจัดเป็นวันที่ไม่อยู่ในช่วงที่จะมีเยอะ ทำให้เราได้เห็นหิ่งห้อยไม่เยอะเหมือนที่คาดไว้ โดยมีต้นไม้ที่มีหิ่งห้อยเต็มต้นเพียง 3-4 ต้นเท่านั้นเอง (คนขับเรือบอกว่าต้องมาช่วงปลายฝนต้นหนาวถึงจะเยอะ) หลังจากนั้นเราก็จะมีโอกาสได้ไป ตลาดน้ำดำเนินสะดวก พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง รวมทั้งถ้ำค้างคาวด้วย ก็จริงนะที่เค้าว่ากันว่าการมาอยู่รพ.ชุมชนเปรียบเสมือนการได้ปิดเทอมกลายๆ
ถึงตอนนี้เรายังต้องไปอยู่ที่รพ.จอมบึงอีก 1 สัปดาห์ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ประสบการณ์จากที่นั่นอีกมากน้อยแค่ไหน แต่การได้มาที่นี่ ก็ถือเป็นอีก 1 ประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่า ที่เราจะหาไม่ได้จากห้องเรียนทั่วๆไป
ปล.รู้สึกคราวนี้มันดูมีสาระแฮะ ผิดไปจากปกติเนอะ
ปล.2 อ่านแล้วก็เม้นๆกันด้วยนะครับผม
ปล.3 อ่านว่า ปัจฉิมลิขิต3 (จะบอกเพื่อ!!!!)
ปล.4 พอดีพึ่งนึกขึ้นมาได้ แบบว่าสงสัยน่ะ ว่าสวัสดิภาพนี่มันเป็นยานพาหนะแบบไหนหรอ เห็นชอบบอกกันจังว่า เดินทางโดยสวัสดิภาพ (แหะๆๆ...ก็ยังจะเล่นนะ ไอ้ภูมิ) 3月22日 น้องใหม่....น้องใหม่....น้องใหม่ เป็นอย่างนี้ทุกทีเลย เวลาอ่านหนังสือสอบเนี่ย หัวมันต้องคิดฟุ้งซ่านไปได้เรื่อยๆ และก็มีเรื่องให้เรามาอัพสเปซแก้เบื่อ(จากการอ่านหนังสือ)อีกจนได้น่ะสิ แล้วคราวนี้ไอ้ภูมิมันจะมาพล่ามเรื่องอะไรอีก คืองี้นะ ด้วยว่าวันนี้(21 มีนาคม 2550) เราได้เข้าไปประชุมสพศ.(สโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช) เป็นครั้งสุดท้ายก่อนส่งมอบตำแหน่ง(ยังกะนางงาม...มีส่งมอบตำแหน่ง) ไปให้กับน้องรุ่นต่อไปที่จะมาทำ ก็ไปได้ยินประโยคจากอาจารย์ท่านนึงว่า นี่อีกไม่กี่อาทิตย์ น้องๆเค้าจะมาสัมภาษณ์แล้วนะ เตรียมตัวอะไรกันบ้างรึยัง จึงทำให้เราสะกิดใจขึ้นมาว่า เฮ่ย...น้องรุ่นนี้มันเป็น freshy เรานี่หว่า นี่เราจะเป็น senior แล้วหรอวะเนี่ย รู้สึกแก่โคตรๆอ่ะ แล้วที่นี้มันก็เลยพาลคิดไร้สาระไปว่า ถ้าให้เลือกได้ อยากรู้มะว่าพวกพี่ๆ อยากได้น้องเฟรชชี่แบบไหนบ้าง ทางสถาบันวิจัยกรำตรึมภึย(มาอีกละ...ไอ้สถาบันเฮงซวยเนี่ย) ได้ทำการวิจัยมาแล้วว่าน้องใหม่นั้นสามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
1. กลุ่มบ้าเรียน : กลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มหัวกระทิ เป็นนักเรียนทีมชาติ เกิดมาไม่เคยทำคะแนนได้ต่ำกว่า 90% หากครั้งไหนได้ไม่ถึงอาจเกิดการหลั่งน้ำออกจากนัยน์ตาได้ สำหรับน้องๆกลุ่มนี้นั้น หากพี่ๆคิดจะนัดเลี้ยงซักที ควรจะนัดให้ห่างจากการสอบเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือนครึ่ง เพื่อที่พวกเขาหรือเธอ จะได้มีเวลาในการเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบเพื่อคงซึ่งระดับคะแนนของตนเองไว้ พี่บางคนจะภาคภูมิใจกับน้องรหัสมาก ถ้าได้น้องในกลุ่มนี้ บางคนถึงกับไปโอ้อวดกับเพื่อนๆว่า "เฮ่ย..น้องกูได้ 3.95 ว่ะ" อยากจะถามพวกท่านว่า แล้วมันเกี่ยวกับเกรดของมึงตรงไหนครับเนี่ย
2. กลุ่มบ้าพลัง : พวกนี้จะเป็นพวกพลังงานเหลือล้น มีงานอะไรในคณะพ่อรับเหมาหมด นัยว่าที่บ้านเคยทำแต่งานรับเหมา ถ้าไม่เหมามันไม่สบายใจ มันเหมือนเป็นส่วนเกินในครอบครัว น้องกลุ่มนี้มักจะมีงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ไปประชุมงานโน้น ก็ติดต้องไปทำงานนี้ เรียกว่ายุ่งระดับนักธุรกิจเจ็ดพันสามร้อยล้านกันเลยทีเดียว พี่ๆที่คิดจะนัดน้องกลุ่มนี้มาเลี้ยงก็ต้องเลือกวันดีๆ ที่จะไม่ติดกับงานของพวกเขา วันที่อยากแนะนำคือวันหยุดราชการหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์
3. กลุ่มบ้ากีฬา : เข้าใจกันได้ไม่ยาก ส่วนมากก็คือพวกนักกีฬาต่างๆนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล แบตมินตัน เทนนิส ว่ายน้ำ ปิงปอง เปตอง เป่ากบ นั่งยาง ฯลฯ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มักจะไม่ว่างเมื่อถึงเทศกาลกีฬาต่างๆ เช่น กีฬาเฟรชชี่ หรือ กีฬามหาวิทยาลัย เป็นต้น ทางที่ดีอย่านัดน้องกลุ่มนี้ในช่วงที่มีการแข่งกีฬา เพราะอาจจะอารมณ์ค้างมาจากสนามจนมาระบายเอาในวงเลี้ยงได้ นึกสภาพว่าถ้าน้องเป็นนักกีฬาวอลเลย์พึ่งจะแข่งแพ้มาแบบน่าเจ็บใจ ใบหน้าของคนร่วมโต๊ะจะอ่วมอรทัยแค่ไหน โอ้ย!! ตบพี่ทำไมน้อง
4. กลุ่มบ้ารัก : กลุ่มนี้ขอสงวนให้กับน้องๆเพศชาย เนื่องจากกลุ่มนี้มีชื่อเล่นที่เรียกกันพอให้กิ๊บเก๋ๆ ว่า ไอ้หน้าม่อ เนื่องจากอาการ ไอ้หน้าม่อ นั้นคงไม่พบบ่อยในน้องผู้หญิงมากนัก ทางสถาบันจึงได้สงวนไว้เฉพาะน้องเพศชายเท่านั้น ในทีนี้อาจหมายรวมไปถึงน้องเพศชายแต่จิตใจตรงกันข้ามก็ได้ (เพราะมันก็ม่อได้เหมือนกัน....) น้องกลุ่มนี้จะเห็นใครๆน่ารักไม่ได้ ปากมันพาลจะพูดทัก ขามันพาลจะเดินเข้าไปหา สร้างความเหนื่อยใจให้กับพี่ๆที่พาไปเลี้ยงมากว่ามันจะหายไปไหนอีกมั้ย กลัวผู้อื่นจะได้รับอันตราย แต่อาจจะเข้ากันได้ดีกับพี่ที่เผอิญเป็นกลุ่มเดียวกัน เพราะจะพากันเข้าไปหาในลักษณะ team work
5. กลุ่มบ้าคุย : กลุ่มนี้ก็คือพวกขาเม้าท์ทั้งหลาย เวลาไปเลี้ยงทีห้ามไปเลี้ยงบุฟเฟต์เป็นอันขาด จะทำให้ท่านรู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายออกไป เพราะน้องในกลุ่มนี้จะกิน 1 นาที พูด 10 นาที ทำให้การดำเนินการผลาญอาหารร้านบุฟเฟต์ทำได้อย่างไม่สะดวก ทางที่ดีควรไปเลี้ยงร้านอาหารเหลา ทำเหมือนพี่ๆใจป้ำ พาไปกินที่ดีๆ แล้วเริ่มชวนคุยเพื่อจุดไฟให้น้อง พอไฟติดเท่านั้นหล่ะ อาหารเหลาราคาถูก ท่านก็สามารถพบเจอได้เช่นกัน
นี่คือตัวอย่างเล็กน้อยที่ทางสถาบันวิจัยกรำตรึมภึย (กุหล่ะเบื่อชื่อมันจริงๆ) ได้จำแนกมาให้ ซึ่งจริงๆแล้วคงจะมีมากกว่านี้แหละ แต่เดี๋ยวจะหาว่ามาเขียน textbook มากกว่ามาเขียนสเปซไปแทน แล้วคุณหล่ะ อยากได้น้องรหัสแบบไหน???
ปล. เช่นเดิมครับ อ่านแล้วก็มาเม้นกันด้วยหล่ะ
ปล.2 ใกล้จะได้ปิดเทอมจริงๆแล้วโว้ย 3月15日 เรื่องจริงผ่านspace เบื่ออ่ะ...ไม่รู้จะทำอะไรเลยมาอัพสเปซดีกว่า ก็มีเรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆมาฝากกันหล่ะนะ
เริ่มจากเรื่องแรกนี่พึ่งจะเกิดขึ้นกันสดๆร้อนๆ ไปดูหนังเรื่อง 300 มา (ชื่อหนังนะเว่ย..ไม่ใช่ราคาตั๋ว) ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่าถึงกองกำลังของชนชาวสปาร์ตัน เพียง 300 คนที่รบกับกองกำลังจากเปอร์เซียเป็นแสนๆ ก็คงจะเดากันได้หล่ะนะ ว่าสุดท้ายมันจะเป็นยังงัย ถ้าไอ้ 300 คนนี่มันรอดได้ก็ยอดมนุษย์เกินไปแล้วหล่ะ หนังเรื่องนี้ต้องยอมรับว่า CG (Computer graphic) ดีมากๆ สมจริงดีแถมยังสะใจคอซาดิสม์อีกด้วย แต่ที่คาใจก็คือกองเซนเซอร์นี่แหละ ทำไมวะ ทีตอนที่มันฟันกันแขนขาด ขาขาด หัวขาด เลือดกระฉูดพุ่งทะลักจอ ปล่อยให้ดูกันได้อย่างเต็มที่ แต่ไอ้ตอนฉากอีโรติกที่มันมีการโชว์ปทุมถัน(ไม่บอกไปเลยวะว่านม จะไปใช้ศัพท์ให้มันยากทำไม) พี่ท่านกลับเซนเซอร์ตัวเบ้อเร่อเลย....ก็เลยสงสัยว่าไม่สนับสนุนเรื่องเพศแต่สนับสนุนเรื่องการฆ่ากันหรอครับ พี่น้องครับ double standard จริงๆเลยอ่ะ (เราไม่ใช่พวกลามกนะ...แต่มันน่าสงสัยมั้ยหล่ะ จริงมั้ย)
เรื่องต่อมาถือว่าเป็นความโหดร้ายของชีวิตนศพ.ละกันนะ อันเนื่องมาจากว่าหลังจากที่ประกาศผลสอบแล้ว ทำให้เราค้นพบ animal will do (สัจธรรม) บางอย่างว่า การเรียนแบบตัดกลุ่มนั้น มันมหาโหดแค่ไหน คิดดูว่าเราเรียนวิชาศัลยศาสตร์ได้คะแนน 70 จาก 100 ให้เวลา 1 บรรทัดลองทายดูว่าเราได้เกรดอะไร
...............................................................................................................................
อ่ะ...หมดเวลา เฉลยหล่ะนะ ภูมิพัฒน์ได้เกรด D+ ครับพี่น้อง เอาก็เค้าสิวะ นั่นหมายความว่าเราต้องไปซ่อม อันเนื่องมาจากคณะเรานั้นถ้าได้เกรดต่ำกว่า C จะถือว่าไม่ผ่าน(ไม่ใช่ตกนะ...แต่ไม่ผ่าน งงป่ะ) แสดงว่าคะแนนของคนอื่นๆเนี่ยมันต้องกระฉูดแตกมากๆแน่นอน ถึงทำให้เราหลุดcurveจนต้องมาซ่อมเนี่ย โหดร้ายทารุณที่สุด รู้มั้ยว่าการเรียนแบบนี้มันทำลายสุขภาพจิตของผู้เรียนแค่ไหน เพราะมันไม่ใช่การแข่งกับตัวเองอย่างเดียวแล้ว(ซึ่งก้ยากแล้วนะ) มันยังต้องไปแข่งกับคนอื่นอีก(ยิ่งยากทวีคูณ) เฮ่อ....เอาเถอะ ก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไป ว่าเราขยันสู้คนอื่นเค้าไม่ได้ (อยากให้ขยันจนไม่เป็นทำอะไรกันเลยใช่มั้ย....ฮ้า) ตอนนี้ก็ปฏิบัติงานชดเชยไป 2 อาทิตย์แล้วก็มาสอบใหม่อีก 1 ครั้ง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงจะผ่านไปได้แหละ เอาใจช่วยกันด้วยนะครับ...
ปิดท่ายด้วยข่าวดีของเราเอง หลังจากที่ได้ไปตรวจเข่ามาล่าสุด (14 มี.ค. 50) ผลปรากฏว่ากล้ามเนื้อต้นขาของเราฟื้นตัวขึ้นมาเป็นที่น่าพอใจ ทางคณะแพทย์ได้ประมาณการว่าอีกไม่เกิน 2 เดือน ภูมิพัฒน์น่าจะกลับมาเล่นกีฬาได้เต็มที่อีกครั้งหนึ่ง จึงขอให้ภูมิพัฒน์หมั่นไปฝึกกล้ามเนื้อให้มากขึ้น เพื่อผลที่ดีในภายภาคหน้า
จบข่าว
ภูมิพ์ฒน์ ถ่ายภาพ
ภูมิพัฒน์ รายงาน
ปล. อ่านแล้วเม้นกันด้วยนะครับ....^_^ 3月8日 เวชศาสตร์ชุมชน เฮ่อ....มาอัพสเปซได้ซะทีสิเรา หลังจากเวบมันเพี้ยนอยู่หลายวัน เคยเป็นกันบ้างป่าว พอเปิดเวบแล้วจะกดเข้ามา blog มันก็ปิดตัวเองไปซะหยั่งงั้น มันเป็นมา 3 วันแล้วหล่ะ วันนี้คงเป็นฤกษ์งามยามดีหล่ะมั้ง ถึงได้เข้ามาได้เนี่ย เหอะๆๆ
อย่างที่รู้กันว่าภูมิพัฒน์ห่างหายไปนานกว่า 1 เดือน เนื่องด้วยถูกส่งตัวไปอยู่ที่รพ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เพื่อไปเรียนและทำรายงานวิชาเวชศาสตร์ชุมชน เราก็จะมาเล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรมาบ้างนะ
เริ่มแรกเลยพอไปถึงที่สสจ.(สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) ก็จะมีรถจากรพ.ต่างๆมารอรับนศพ.รุ่นใหม่ไฟแรง(จนเกรียมเลย) ที่จะไปอยู่ที่รพ.เค้าเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อทำรายงานอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว รถจากรพ.ต่างๆก็มารับกันโดยถ้วนหน้า รพ.บางระจันมาเป็นรถกระบะเลยแฮะ...ต่อมาด้วยรพ.พรหมบุรี โอโห...รถหรูมาก ต่อมาก็เป็นรพ.ท่าช้าง(ไม่ใช่ตรงวัดพระแก้วนะเฟ่ย) แล้วรพ.ค่ายบางระจันของกูหล่ะวะ ก็จัดแจงถามพี่เจ้าหน้าที่ตรงแถวนั้น ได้ความว่ายังไม่มา รอก่อนนะ เอ้า...ได้อยู่แล้ว จะให้เดินไปรึงัยเล่า รอได้ 10 นาทีก็มาถึงพอดี (คาดว่าพึ่งจะออกจากรพ.หลังจากที่เรามาถึงสสจ. เพราะต่อมาหลังจากคุ้นเคยเส้นทางก็พบว่ามันใช้เวลาประมาณ 10 กว่านาทีนี่แหละ) ก็นั่งรถไปด้วยใจระทึก ในหัวพยายามจินตนาการภาพต่างๆนาๆ ว่าที่รพ.จะเป็นยังงัย ที่พักจะเป็นยังงัย เจ้าหน้าที่จะเป็นยังงัย ชาวบ้านจะเป็นยังงัย โอ้ย!!! มากมาย พอนั่งรถได้ประมาณ 10 กว่านาที(อย่างที่บอก) ก็ถึงที่รพ.ค่ายบางระจัน ที่ๆเราจะต้องอยู่ไปตลอด 1 เดือนต่อจากนี้ แวบแรกที่เห็น โอ้โห.....มันเขียวมั่กๆ เขียวจริงๆ เพราะตึกของรพ.ทั้ง 2 ตึกนั้นทาสีเขียวชอุ่ม ดูสบายตา เป็นอะไรที่แปลกออกไปเพราะที่อื่นๆเค้าก็ทาสีขาวกันทั้งนั้น พอไปถึงก็เก็บของ+ไปทักทายพี่เจ้าหน้าที่ทั้งรพ.เลยหล่ะ จำไม่ได้หรอก ใครชื่ออะไรบ้าง ขนาดคนพาไปแนะนำยังจำได้ไม่หมดเลย จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันกัน โดยมื้อนี้ ผอ.เลี้ยง ก็ไปกินที่ร้านส้มตำตรงแถวๆอนุสาวรีย์ (งงหล่ะสิ...ทำไมไปไกล อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันหรอก) เสร็จแล้วก็กลับไปฟังบรรยายสรุปว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เค้าคาดหวังอะไรจากเราบ้าง และที่ต่างๆรอบๆรพ.มีอะไรบ้าง และวันนี้แหละ ที่เราพบว่าเรามีที่ฝากท้องที่ไว้ใจได้ เพราะโรงครัวที่รพ.นี้ทำอาหารอร่อยมาก แถมยังสามารถสั่งอาหารที่อยากกินได้อีกด้วย อันนี้ให้เต็มสิบเลยคุณ
อาทิดแรกก็จะเป็นการค้นข้อมูลว่าอำเภอนี้ มีโรคอะไรเป็นโรคที่ควรแก้มากที่สุด หลังจากดูข้อมูลและพิจารณาอย่าละเอียดแล้ว พวกเราก็ตัดสินใจที่จะเลือกโรคท้องเสีย เพราะเป็นโรคที่มีการ admit เป็นอันดับสองเลยทีเดียว(เยอะกว่าเบาหวานอีก) จากนั้นก็หาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือและอินเตอร์เนต ซึ่งที่นี่ก็ได้ติด hi-speed internet ด้วย (แต่เปิดเฉพาะ 8.30-16.30 เท่านั้น) ทำให้พวกเราหาข้อมูลงานวิจัยเก่าๆมาได้มากมาย(จนอ่านไม่หมด) เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็เริ่มทำแบบสอบถามเพื่อไปหาสาเหตุว่าเพราะเหตุใดบริเวณนี้ถึงได้มีผู้ป่วยท้องเสียเยอะ โดยพวกเราได้เลือกหมู่บ้าน 11 ของอำเภอนี้มาศึกษาด้วย 2 เหตุผลก็คือ 1.มีอัตราการเกิดโรคนี้มากที่สุด 2. อยู่ใกล้รพ.(ไม่ต้องเดินไกล)
อาทิดต่อมาหลังจากแบบสอบถามที่ทำมาเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาไปลุยแล้วสิ เราก็แบ่งเป็น 2 ทีมๆละ 2 คน เพื่อจะได้กระจายไปได้เยอะและเร็วที่สุด ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด เพราะต้องบุกไปถึงบ้านแต่ละบ้าน ถามเป็นคนๆไป ร้อนมากๆขอบอก ซึ่งการไปถามชาวบ้านนั้นไปมั่วๆไม่ได้หรอก เค้าจะไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ต้องมีพี่ๆอสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน)เป็นคนนำพวกเราไป แต่ละบ้านนั้นมันก็ไม่ได้ติดกันหรอก ก็เลยต้องใช้เวลาเดินทางบ้าง สุดท้ายแล้วก็ได้ข้อมูลมา 100 คนพอดี นอกจากนี้ ในอาทิดนี้พวกเรายังได้ไปเป็นวิทยากรพิเศษที่รร.ค่ายบางระจันวิทยาคมด้วย ซึ่งหัวข้อที่ได้รับมอบหมายก็คือเพศศึกษานั่นเอง ก็สนุกเฮฮากันไปมากมาย ต้องขอบคุณน้องๆทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่งั้นเราจะต้องแป๊กแน่ๆเลย
จากนั้นพวกเราก็นั่งรวบรวมข้อมูลที่ได้มา ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ชาวบ้านแถวนี้ท้องเสีย และค้นพบว่าสาเหตุนั้นก็คือ.......การไม่ล้างมือ.....นั่นเอง โดยพวกเราพบว่าชาวบ้านที่ไม่ล้างมือก่อนกินข้าวนั้น มีคนที่ท้องเสียถึง 60% และที่สำคัญคือชาวบ้านที่ไม่ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ(เป็นกันบ้างรึป่าว) มีคนที่ท้องเสียแค่ 100% เท่านั้นเอง เมื่อได้สาเหตุแล้ว พวกเราก็จัดการไปให้ความรู้แก่ชาวบ้านโดยสอนการล้างมือที่ถูกต้อง สอนการปรุงน้ำเกลือแร่อย่างง่ายๆในกรณีที่เกิดท้องเสียไม่รุนแรง และรณรงค์ให้ชาวบ้านล้างมือก่อนทานข้าวและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ซึ่งพวกเราก็ไปให้ความรู้ในงานประชุมผู้สูงอายุ เนื่องจากพบว่าช่วงอายุที่ท้องเสียมากที่สุดของที่นี่ก็คือผู้สูงอายุนั่นเอง ก็เหนื่อยกันเล็กน้อยกว่าจะอธิบายให้คุณตาคุณยายทั้งหลายได้ยินและเข้าใจ ซึ่งก็มีเรื่องที่เรียกรอยยิ้มได้เยอะเหมือนกัน อย่างเช่น ตอนที่เราสอนทำน้ำเกลือแร่นั้น ก็ได้เชิญคุณตาคนนึงออกมาสาธิตการทำให้คนอื่นๆดู ซึ่งหลังจากทำเสร็จแล้วดูแกจะภาคภูมิใจกับน้ำเกลือแร่ขวดแรกในชีวิตมากๆ เพราะแกเร่เอาไปให้คนโน้นคนนี้ดื่มชิมกันมากมาย จนหมดขวดภายในเวลาอันรวดเร็ว อื้ม...คงจะอร่อยกันน่าดูแหละ
จนมาถึงอาทิดสุดท้าย เราก็ present รายงานของเราให้กับ ผอ. ฟังว่าที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรบ้าง เจออะไรบ้าง และแก้อะไรไปบ้าง จากนั้นก็มาถึงวันสุดท้าย ช่วงเวลาแห่งการร่ำลา พี่ๆเจ้าหน้าที่ก็พาไปเลี้ยงอาหาร โดยไปที่ร้านส้มตำแถวๆอนุสาวรีย์ร้านเดิม เรียกว่ามายังงัย...ก็ไปมันยังงั้นเลยแฮะ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทุกคนที่นั่นมาก ที่เป็นกันเองและประสานงานให้พวกเราเป็นอย่างดี ผมรู้ว่าพวกพี่ๆไม่ได้มาอ่านตรงนี้กันหรอก แต่ก็จะขอจารึกชื่อพี่ๆคอยช่วยเหลือพวกผมละกัน ขอบคุณพี่ป้อมที่คอยเป็นพี่เลี้ยงเป็นอย่างดี แม้บางครั้งจะหายไปไหนก็ไม่รู้ก็ตาม ขอบคุณพี่สังวาลย์ที่คอยช่วยขับรถพาพวกเราไปที่ต่างๆ แถมยังเป็นsubjectให้พวกเราอีกด้วย(เพราะแกเองก็ท้องเสีย) ขอบคุณพี่บอย(รุ่นพี่SI)กับอาหารอร่อยๆ 2-3 มื้อที่อิ่มมากๆ เดี๋ยวก็จะเจอกันที่ศิริราชแล้วสินะ ขอบคุณพี่สายชลและน้ารัน 2พ่อลูกที่เป็นคนขับรถของรพ.ทั้งคู่ ที่เคยมารับในช่วงที่ผมหารถกลับรพ.ไม่ได้(มาเที่ยวตัวเมืองแล้วหารถกลับไม่ได้อ่ะ) ขอบคุณพี่แม่ครัวกับอาหารอร่อยๆมากๆ ขอบคุณพี่เล็กที่คอยช่วยทำแบบสอบถามและช่วยพวกเราตลอดไม่ว่าจะไปทำอะไร และขอบคุณพี่หมอและพยาบาลรวมทั้งเจ้าหน้าที่คนอื่นๆทุกคน(รวมทั้งพี่ทันตะสุดสวย)ที่เป็นกันเองกับพวกเราและไม่ปฏิเสธคำขอของพวกเราเลย ทุกๆคนใจดีและอบอุ่นมากๆ
และทั้งหมดนี้ก็คือ 1 เดือนที่เราได้ไปอยู่ที่รพ.ชุมชน ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตา มองซ้ายมองขวาก็เป็นทุ่งนาก็ตาม หากแต่ความอบอุ่นและเป็นกันเองของทุกๆคนที่นั่น ทำให้เราไม่ค่อยจะรูสึกคิดถึงบ้านเท่าไหร่เลย และทำให้เรารู้สึกว่าเวลา 1 เดือนนั้นผ่านไปเร็วมากๆเลย (จริงๆนะ)
ปล.เราได้ลงรูปที่เราไปวช.ไปแล้วนะ ไปดูกันได้ ลองสังเกตบ้านพักดูก็ได้ ว่ามันช่างไม่มีอะไรเลย นอกจาก ตัวบ้าน..ห้องน้ำ...โต๊ะ1ตัว...เก้าอี้ 4 ตัว...เตียง2ตัว...ตู้2ตู้...พัดลม2ตัว...หมอน4ใบ....ผ้าห่ม4ผืน(เพื่อ!!!...ร้อนจะตาย) ก็มีเท่านั้น
1月26日 จะจบปี 4 แล้วสิ จบไปก็นาน...ห่างกันตั้งไกล แต่ใจทำไมยังรัก ก็คิดทุกวันที่จะย้อนไป..ทำอะไรดีดีให้เธอ
ขึ้นต้นมาเป็นเพลงเชียวนะ...ไอ้ภูมิ ที่ขึ้นต้นเพลงนี้มาก็ไม่มีอะไรหรอก มันเพราะดี ก็เท่านั้นแหละ เวลามันก็ผ่านไป...ผ่านไป...ผ่านไปเรื่อยๆ จนจะจบปี4อยู่แล้วดูสิ นี่ถ้าเป็นคณะอื่นคงจะหาที่ทำงานหรือเรียนต่อกันวุ่นวายไปหมดแล้ว แต่เรานี่สิ ก็ยังต้องก้มหน้าก้มตาเรียนๆๆๆๆ กันต่อไป เพื่อที่จะได้จบออกมาเป็นหมอที่เก่ง(มั้ง)และดี(แน่นอน) ว่าแต่ตลอด 1 ปีการศึกษาที่ผ่านมานี่ เราเจออะไรมาบ้างเนี่ย ก็เคยเขียนลงสเปซไปบ้างแล้วบางส่วน อันนี้จะมาสรุปรวมทั้งปีเลยละกัน
มีนาคม.......รันทดชีวิตมากๆ ปีการศึกษานี้ ตอนที่บอกเพื่อนๆไปว่า "กูเปิดเดือนมีนาว่ะ" อืม..บรรยายความรู้สึกไม่ถูกจริงๆ ขณะที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าไปเที่ยว พักผ่อนปิดเทอมกันอย่างสบายใจ ภูมิพัฒน์เปิดเทอมแล้วครับทุกท่าน เฮ่อ!!! เดือนนี้ก็เป็นเดือนแรกของการเป็น นศพ.ปี4 สิ่งที่เราเรียนในเดือนนี้คือวิชาที่เรียกว่า ICM ย่อมาจาก Introduction to Clinical Medicine ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนศพ.ปี4 ก่อนที่จะขึ้นไปเรียนตามวอร์ดต่างๆ ก็จะมีการเรียนการสอนไม่ว่าจะเป็น การฝึกซักประวัติ การเขียนรายงานผู้ป่วย การตรวจร่างกายระบบต่างๆ การapproachผู้ป่วยจากอาการไปสู่โรค ก้เตรียมตัวกันไป
เมษายน......ยังคงเป็นช่วงที่เรียน ICM อยู่ (ทั้งเดือนเลยแหละ) เดือนนี้เราเองค่อนข้างชอบนะ เพราะวันหยุดมันเยอะดี เหอๆๆๆ (ขี้เกียจซะไม่มีอ่ะ) โดยรวมแล้วก็ไม่ต่างกะตอนเดือนมีนาเลย
พฤษภาคม......ช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนนี้ ก็ยังเป็น ICM อยู่(โคตรนานเลย) แต่ครึ่งเดือนหลังนี่สิ..ของจริง เพราะเราจะได้ขึ้นวอร์ดกันจริงๆแล้ว ซึ่งวอร์ดแรกที่เราไปอยู่ก็คือ อายุรศาสตร์ (Medicine) หรือที่คนแถวนี้เรียกกันสั้นๆว่า
เหม็ด ด้วยความที่ว่าวอร์ดนี้เป็นวอร์ดแรก ทำให้พวกเราค่อนข้างที่จะฟิตกันมาก แถมวอร์ดนี้ก็มีงานให้เราทำอยู่ตลอด ไม่ค่อยจะมีช่วงว่างเลย ซึ่งงานที่ว่าก็คือสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่า ward work นั่นเอง ซึ่งวอร์ดเวิร์คหลักๆของปี4 ก็คือ ตามผลแลบ...เจาะน้ำตาล...เจาะเลือดแดง...ทำแผล.....ราวด์....ตามผลแลบ....เจาะน้ำตาล......เจาะเลือดแดง.....ทำแผล....ราวด์ ก็จะวนเวียนไปมาอยู่เท่านี้ มีบางทีที่อาจจะมีอะไรมาให้ทำมากขึ้น เช่นเจาะข้อ CPR หรือสวนปัสสาวะ แต่หลักๆก็จะมีตามที่เราว่าไปแล้ว เลกเชอร์ของวอร์ดนี้ค่อนข้างน้อย เพราะจะเน้นให้ไปหาอ่านเองมากกว่า เป็นการฝึกเรียนด้วยตัวเอง ชีวิตบนวอร์ดส่วนใหญ่ก็ขึ้นวอร์ดตอน 7 โมงเช้า ลงมาประมาณ 6 โมงเย็นถึงทุ่มนึง ถ้าอยู่เวรก็เที่ยงคืนกันเลยทีเดียว
มิถุนายน......เดือนวันเกิดเราเอง หุหุ เดือนนี้เราก็อยู่เมดทั้งเดือนเลย รวมๆแล้วก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ มากไปกว่าว่าวันก่อนสอบ OSCE นั้น กลายเป็นวันสุดท้ายที่เราได้เล่นบอล จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่ได้กลับมาเล่นเลย T_T เพราะวันนั้นเป็นวันที่เราโดนเตะจนล้มแล้วเข่าก็บิดไปทางซ้าย....อ๊ะบิดมาทางขวา....บิดไปข้างหน้า....แล้วก็บิดมาข้างหลัง ไม่ใช่ละ!! สรุปว่าเข่าบิดน่ะแหละ ลงน้ำหนักไม่ได้เลย พอไปตรวจก็ปรากฎว่า เอ็นข้างเข่าฉีก เลยต้องใส่เฝือกขาหมูไปก่อน (ขาหมูจริงๆขอยืนยัน) แต่เราก็ยังสามารถลากสังขารไปสอบได้อย่างน่าชื่นชม(ตัวเอง)
กรกฏาคม....พอลงจากวอร์ดเมดแล้ววอร์ดต่อมาที่เราขึ้นก็คือ เด็ก (Pediatrics) ซึ่งเป็นวอร์ดที่น่าเบื่อมากๆสำหรับเรา เพราะไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย แถมยังอยู่กับไอ้เจ้าเด็กแสบสองคนคือ ไอ้ไส้สั้นกับน้องเพนกวินจักรพรรดิ ที่ป่วนวอร์ดจนเป็นที่น่ารักน่าตบของทุกคนบนวอร์ดจริงๆ และที่ยิ่งเซ็งยิ่งกว่าก็คือ ผลการตรวจเข่า(ที่แท้จริง) ออกมาว่าเราเป็นเอ็นไขว้หน้าขาด (Anterior Cruciate Ligament damaged) ต้องผ่าตัดอย่างเดียวเพื่อจะกลับมาเล่นบอลอีกครั้งได้(ดิ้นรนมาก) ซึ่งเราก็ได้ผ่าตัดไปตอนปลายเดือนนี้นะเอง (แล้วก็ดันมีงานรับน้องข้ามฟากตอนปลายเดือนนี้ซะอีก)
สิงหาคม....ช่วงปลายๆของวอร์ดเด็ก กับความพยายามฝ่าฝูงชนที่มาเข้าเฝ้าพระอาการของในหลวงเพื่อไปเรียนในสภาพนั่งรถเข็น โดนคนแซวตลอดทางว่า "หมอเจ็บ" ก็เอาเถอะ...อย่างน้อยเราก็รู้สึกดีที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้มีในหลวงเป็นพระมหากษัตริย์ คงจะหากษัตริย์ที่ไหนในโลกไม่ได้อีกแล้วที่จะเป็นแหล่งรวมจิตใจของคนทั้งประเทศได้ขนาดนี้ เดือนนี้เป็นเดือนที่เรานั่งเรียนไป...เอาเท้าชี้หน้าอาจารย์ไป ก็แปลกดีนะ แต่มันก็เมื่อยแหละเพราะเปลี่ยนท่าไม่ได้ ช่วงปลายเดือนนี้เราก็ได้ย้ายไปอยู่วิชาเลือก ซึ่งเราก็ได้เลือก อายุรศาสตร์สาขาโรคไขข้อและรูห์มาติก (เข้ากับตัวเองมากๆ)
กันยายน.....เป็นเดือนแห่งความสบาย วิชาเลือกก็ไปเรียน 9 โมง บ่ายสองบ่ายสามก็ว่าง สอบก็ไม่ต้องสอบ แต่ความสบายมักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน จากนั้นเราก็ย้ายไปอยู่ เวชศาสตร์ป้องกันและครอบครัว (Preventive & Family medicine) ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่หนักหรอก เรียนเบาๆ อาจารย์เข้าสายปล่อยก่อน จะลำบากกว่าวิชาเลือกก็ตรงที่มันต้องสอบนี่แหละ แต่ข้อสอบก็ไม่มีอะไรมาก คล้ายๆกะข้อสอบเก่าเลย(ไม่สิ...เหมือนเลยตะหาก) อ้อ...ใช่ เดือนนี้เป็นเดือนแรกหลังจากผ่าตัดที่เราไม่ต้องใช้ไม้เท้าแล้ว เย้ๆๆๆๆ
ตุลาคม.....เดือนนี้อยู่สองวอร์ดแหละ ตอนแรกก็อยู่ รังสีวิทยา (Radiology) ดูฟิล์มกันจนมึน แต่ก็ดีนะ ทำให้เราอ่านฟิล์มเป็น หลังจากวอร์ดที่ผ่านๆมา พอต้องดูฟิล์มก็แบะๆๆ อย่างเดียว พอจบวอร์ดนี้ ก็จรลีไปเชียงใหม่ เพื่อร่วมมหกรรมกีฬา 13 เข็มสัมพันธ์ (เรียกซะเว่อร์เลย) ซึ่งก็สร้างความประทับใจให้เรามิใช่น้อยเลยทีเดียว เสียอย่างเดียวนี่แหละ...บอลดันตกรอบแรกซะได้(เป็นเพราะเราไม่ได้ลงนั่นเอง...หึหึหึ) พอกลับมาก็ขึ้นวอร์ดใหม่ นั่นก็คือ จิตเวช (Psychiatry) ก็ไปเจอกะคนไข้ที่มีอาการทางจิตต่างๆนาๆ ก็รู้ว่าจะต้องใช้ความอดทนในการค่อยๆเข้าหาพวกเขาเหล่านี้ ก็ท้าทายดีนะ แต่คงไม่เหมาะกับเราเท่าไหร่หรอก
พฤศจิกายน....ช่วงกลางๆเดือนนี้เราก้มีโอกาสได้ย้ายวอร์ดอีกครั้ง ไปอยู่ นรีเวช (Gynecology) ซึ่งเป็นวอร์ดที่มีเอกลักษณ์มากๆ อาจารย์วอร์ดนี้จะมีอะไรที่เฉพาะตัวสุดๆ 10คนก็10แบบ เขียนรายงานส่งคนนึง โดนว่ามาว่าวินิจฉัยแยกโรคน้อยไป เดี๋ยวก็พลาดโรคบางโรคไปหรอก พอฉบับต่อมาเจออาจารย์อีกคนนึง ก็บอกมาว่าจะวินิจฉัยแยกโรคทำไมเยอะแยะ เพ้อเจ้อรึงัย อ่าว....แล้วจะให้กรูทำยังงัยหล่ะวะเนี่ย และที่ลำบากใจอีกอย่างสำหรับวอร์ดนี้ก็คือ การที่ต้องไปตรวจภายในนี่แหละ เป็นใครก็ต้องลำบากใจจริงมั้ย...
ธันวาคม.....เดือนสิ้นปี และในเดือนนี้ก้เป็นการสิ้นสุดการอยู่วอร์ดนรีของเรา หลังจากฝ่าฟันกับอวัยวะช่วงล่างมาตลอดระยะเวลา 6 อาทิตย์ ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีเราก็ได้ย้ายมาอยู่วอร์ด ศัลยศาสตร์ (Surgery) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า สัน ซึ่งสันที่ว่านี้อาจหมายรวมถึงคำว่าสันทนาการได้ เพราะงานปีใหม่ที่ภาควิชานี้จัดนั้น อบอุ่นและฮามากจริงๆ ใครไม่ได้มาขอบอกว่าพลาดหยั่งแรงงงงงงง
มกราคม....หลังจากกลับมาจากจันทบุรี(ไปเที่ยวปีใหม่ที่นั่น) ก็กลับมาสู้รบกับวอร์ดศัลย์ต่อ ก็วนผ่านไปตามแผนกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ศัลย์ยูโร(คือระบบขับถ่ายปัสสาวะน่ะ) ศัลย์ศีรษะ คอ และทรวงอก (คลำนมกันวุ่นวาย) ศัลย์หลอดเลือด จนมาปิดท้ายที่ศัลย์ทั่วไป(แต่จริงๆคือระบบทางเดินอาการน่ะแหละ) ก็เจออะไรมาหลายอย่างดี ได้พบกับตัวอย่างจากคนไข้ที่นานๆจะเจอ หรือโรคที่พบบ่อยและเห็นอาการอย่างชัดเจนสวยงาม ซึ่งอาจารย์ภาควิชานี้ (99%) น่ารักมากๆ ตั้งใจสอนนักศึกษาเป็นอย่างดี มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามได้เสมอ แถมยังใจดีอีกตะหาก (ย้ำ!! 99% มิใช่ 100 %) ซึ่งปลายเดือนนี้เราก็จะสอบแล้วชีวิตการเป็นนศพ.ปี4ก็ใกล้จะหมดลงทุกที
กุมภาพันธ์...คงเป็นที่ฟ้าเบื้องบน เป็นคนขีดโชคชะตา ส่งฉันและเธอลงมา ให้มาพบเจอกัน เอ้ย!! ไปกันใหญ่ นั่นมันเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง กุมภาพันธ์ แล้ว เดือนนี้จะเป็นเดือนสุดท้ายของการเป็นนศพ.ปี4 ซึ่งเราก็เขียนล่วงหน้าไปเลยละกัน เดือนนี้นศพ.ปี4ทั้งรุ่น จะถูกส่งไปอยู่รพ.ชุมชน (หรือย่อว่า รพช.) เพื่อไปทำรายงานเรื่องการระบาดของโรคในท้องที่นั้นๆ โดยให้เราเป็นคนกำหนดเลือกโรคเอง และอาจจะไปช่วยงานในรพช.นั้นๆ แล้วแต่ว่าที่นั้นเค้าจะให้ไปช่วยแค่ไหน และถ้ามีเวลาว่างก็อาจจะได้ไปเที่ยวในจังหวัดนั้นๆด้วย ตัวเราเองได้ไปอยู่ที่ รพช.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี แล้วเป็นงัยจะกลับมาเล่าให้ฟังละกัน
เป็นงัยบ้าง...ยาวเหยียดเลยคราวนี้ นี่ก็เป็นสรุปสิ่งที่เราเจอเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น นศพ.ปี4 แบบย่อๆอ่ะนะ (ย่อแล้ว) ยังงัยอ่านแล้วก็ช่วยกันคอมเมนต์ด้วยละกัน จะได้รู้ว่าใครมาอ่านไปแล้วบ้าง แล้วคงจะกลับมาอัพอีกทีหลังจากกลับมาจากสิงห์บุรีหล่ะนะ 1月6日 สัพเพเหระ กลับมาอัพบล็อกอีกครั้ง หลังจากเว้นวรรคตัวเองไปในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ช่วงที่หยุดกันนี่ได้ไปเที่ยวที่ไหนกันบ้างรึป่าว ตัวเราเองก็ไปที่จันทบุรีมา ไปนอนที่สวนน่ะ อากาศดี ธรรมชาติสวยงาม แถมเจ้าหมาๆทั้งหลายของเรา ก็ขยันทำตัวน่ารักกันซะอีกแหนะ....ใครอยากเห็นว่าน่ารักยังงัย ไปดูได้ตรงส่วนของรูปนะ เราเอาไปแปะไว้ให้แล้วหล่ะ ร่วมแบ่งปันความน่ารักโดย Poomkun
ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีโอกาสได้โด่งดังไปทั่วโลกอีกครั้ง กับเหตุการณ์ระเบิดทั่วกทม. 8 จุด ซึ่งต้องฝากขอบคุณไอ้คนต้นคิดด้วยที่อุตส่าห์สร้างชื่อเสียให้กับประเทศไทย จากนี้ไปนักท่องเที่ยวมันจะได้ไม่กล้ามาเที่ยวเมืองไทยอีก ข่าวคราวเกี่ยวกับการข่มขืนนักท่องเที่ยว การทำร้ายหรือฆาตกรรมนักท่องเที่ยว รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่มาหวังฟันกำไรในเมืองไทย ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่มีใครกล้ามาเที่ยวเท่าไหร่ ไหนจะเหตุการณ์ไฟใต้ที่ยังคุกรุ่นอยู่ มาเพิ่มเหตุระเบิดนี่เข้าไปอีก ช่างเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดจริงๆเลย โอ้...นี่หรือเมืองพุทธ คิดดูว่าการได้ขึ้น Breaking news ในสำนักข่าวดังๆทั่วโลกมันเท่ขนาดไหน เพราะฉนั้นในบรรทัดนี้ เรามาช่วยกันสรรเสริญผู้ที่คิดมันขึ้นมาพร้อมกันเถอะครับ เอาหล่ะนะ 1.....2........3 อ้ายเฮี่ยยยยยย!!!
คราวที่แล้วเขียนเรื่องการฉลองแบบต่างๆไป ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม (ม่ายมีใครเม้นเลย T_T ) คราวนี้ก็เลยเริ่มไม่ค่อยกล้าจะเขียนเรื่องบ้าๆบอๆขึ้นมาอีก แต่เอาเถอะ มันอยากจะเขียนอ่ะ ใครจะทำไม จริงมั้ย ว่าแต่จะเขียนถึงเรื่องอะไรดีหล่ะ ช่วงนี้มันก็ไม่ค่อยมีเทศกาลอะไรเท่าไหร่ซะด้วย ว่าจะยกเหตุการณ์ระเบิดมา ก็คงจะไม่ดีเนอะ งั้นเอาเป็นเรื่องเล่าต่างๆละกัน
เรื่องแรกนะ เค้าว่ากันว่าผู้หญิงเนี่ย เปรียบเสมือนกีฬาเลย ยังงัยน่ะหรอ มาลองดูกัน
เมื่อมายุประมาณ 17-18 เป็นวัยที่เริ่มเป็นสาวเต็มตัว เป็นช่วงประมาณม.ปลาย ทุกอย่างจะดูสดใส น่ารัก น่าทนุถนอม ผู้หญิงในวัยนี้ จะเปรียบเสมือนกีฬาฟุตบอล ที่มี ผู้ชาย 22 คน มารุมกันแย่งลูกฟุตบอลเพียงลูกเดียว นี่ยังไม่รวมตัวสำรองที่อาจจะมาเพิ่มอีกนะ คิดดูว่ามันถูกห้อมล้อมขนาดไหน
ต่อมาเมื่ออายุเพิ่มมาเป็นยี่สิบกว่าๆ ช่วงนี้ถือเป็นวัยเจริญพันธุ์ เพราะร่างกายจะเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในทุกระบบแล้ว ผู้หญิงในวัยนี้จะดูสวย สง่า น่าครอบครอง กีฬาที่เปรียบเสมือนผู้หญิงในวัยนี้ก็คือ บาสเกตบอล ที่มีผู้ชาย 10 คนมารุมล้อมลูกบาสลูกเดียว แน่นอนว่านี่ยังไม่นับตัวสำรองเช่นกัน(แต่รวมแล้วก็น้อยกว่าลูกบอลนะ)
ล่วงเลยมาถึงวัย สามสิบกว่าๆ ก็จะเป็นช่วงที่มัวแต่ทำงาน ทำงาน และทำงาน ว่ากันว่าผู้หญิงวัยนี้เปรียบเสมือนกับกีฬา ปิงปอง ที่มีคนเล่นอยู่ 2 คน และต่างคนก็ผลักไสลูกปิงปองนี้ไปให้ยังอีกคนหนึ่ง
ผ่านไปเรื่อยๆ จนมาถึงวัย สี่สิบกว่า ผู้หญิงในวัยนี้จะเปรียบเสมือนกับ กอล์ฟ ยังงัยน่ะหรอ....ก็มีคนเล่นอยู่คนเดียวที่พยายามจะตีลูกกอล์ฟออกไปให้ไกลที่สุด ถ้าตกน้ำไม่เป็นไร เอาลูกใหม่มาเล่นเลย
ก็อย่าซีเรียสนะ อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่เราได้ยินมานานแล้ว มันคือมุกที่ต้องการแนะให้ผู้หญิงอย่าหาคู่ครองช้าเกินไปนั่นเอง ไม่งั้นมันจะยิ่งลำบาก เนอะ!!!
ปล.อ่านแล้วก็เม้นด้วยนะครับ...จะได้รู้ว่ามีคนอ่านมั้ยง่ะ
12月23日 การฉลองแบบต่างๆ หลังจากได้ลองอ่านนิตยสารฉบับใหม่ ที่พึ่งจะออกเล่นปฐมฤกษ์ไป ชื่อว่า ฮิฮิแมกกาซีน ก็เลยได้รู้ว่าในเมืองไทย ก็มีคนที่คิดจะทำหนังสือจำพวกนี้ออกมาเหมือนกัน มันอาจจะไม่มีสาระใดๆอยู๋ในเล่มเลยก็จริง แต่ก็สามารถคลายความเครียดให้กับเราได้มากมายเหลือเกิน เราว่าคุ้มกับราคาที่ซื้อมาทีเดียว(อย่าซื้อหลายที เพราะมันเปลือง) กอปรกับพึ่งจะสอบเสร็จพอดี ก็เกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมาอีกอย่างกระทันหัน ก็เลยว่าอัพสเปซดีกว่าเนอะ
ที่มาอัพวันนี้กะว่าจะมารวบรวมเรื่องราวของการฉลองเทศกาลในแบบต่างๆของคนไทย เท่าที่เราเองได้เคยรู้หรือสัมผัสมา กลั่นออกมาเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งก็บอกไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่านี่เป็นความคิดของเราคนเดียว อาจจะไม่ตรงกับใจของคนอื่นๆก็เป็นได้ ว่ากันถึงช่วงเทศกาล ก็ต้องถือว่าประเทศไทยเป็นอีกประเทศที่จัดว่ามีช่วงเทศกาลให้หยุดพักผ่อนกันทั้งปี ฉลองกันได้ตลอด (แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเครียดอยู่ดี) ไม่ว่าจะเป็น สงกรานต์ วันแรงงาน วันลอยกระทง วันหยุดโน่น วันหยุดนี่ มากมายก่ายกองไปหมด ซึ่งพอถึงช่วงวันหยุดก็จะมีการฉลองแบบต่างๆมากมาย ซึ่งพอจะจัดเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้
1. ประเภทรักชาติ - อันนี้จัดเป็นประเภทต้องห้ามสำหรับผู้ที่ยังอยากจะมีชีวิตยืนยาว เนื่องจากผู้ที่นิยมชมชอบการฉลองประเภทนี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรักชาติในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น ยอมที่จะเสียสละชีวิตตัวเอง เพื่อเป็นอุธาหรณ์สอนใจต่างๆนาๆ เช่น เมาไม่ขับ หรือ อย่าประมาท
2. ประเภทรักศาสนา - ประเภทนี้จัดเป็นการฉลองเทศกาลแบบดั้งเดิมของปวงชนชาวไทยมาแต่ช้านาน เมื่อถึงช่วงเทศกาล ก็จะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ไปเข้าวัดเข้าวา ไปทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม หรือถวายสังฆทาน กันตามแต่สะดวก บางคนก็ถือโอกาสเข้าไปปฏิบัติธรรมเพื่อทำให้จิตใจ สะอาด ผ่องใส และมีสมาธิที่ดี พร้อมที่จะไปเผชิญชีวิตอันแสนวุ่นวายต่อไป บุคคลประเภทนี้นับวันจะเหลือน้อยลงเต็มที
3. ประเภทรักพระมหากษัตริย์ - เอ่อ......(-_-") อย่างไรวะเนี่ย
4. ประเภทรักครอบครัว - เมื่อถึงช่วงเทศกาลก็จะเป็นช่วงที่คนในครอบครัวกลับมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า หลังจากที่ในวันปกติ ต่างคนต่างก็จะแยกย้ายกันไปทำงานตามที่ต่างๆ เวลาตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง ยากนักที่จะหาโอกาสมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสักครั้ง ซึ่งกลุ่มคนประเภทนี้เมื่อถึงช่วงเทศกาล มักจะไม่ออกไปไหน แต่จะอยู่ฉลองกับคนในบ้านเท่านั้น ก็เป็นความสุขของพวกเขาแล้ว ประมาณว่าไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเราอีกแล้ว
5. ประเภทรักครอบครัว(ในอนาคต) - ประเภทนี้ขอสงวนไว้ให้กับคนที่ยังไม่จดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้นนะครับ เพื่อป้องกันกรณีพิพาทที่จะตามมาในภายหลัง บุคคลประเภทนี้จะใช้เวลาในช่วงวันหยุดเทศกาลไปกับคู่รักของเขา(ยังไม่ใช่คูชีวิตนะ..เพราะยังไม่จดทะเบียน) เรียกว่ามีเพียงแค่ 2 เราก็สุขเกินพอแล้ว ซึ่งคนสองคนนี้จะไปฉลองอะไรกันบ้างก็สุดที่จะคาดเดา อาจจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันสองคน นัดมากินข้าวกันสองคน นัดไป........กันสองคน(เติมเอง) ก็เป็นได้
6. ประเภทรักเพื่อน - แน่นอน เพื่อนเป็นคนอีกกลุ่มนึง ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเราค่อนข้างมาก สังเกตได้จากการกระทำหลายอย่าง(โดยเฉพาะกับพวกวัยรุ่นด้วยแล้ว) มักจะมาจากการยุยงเสริมส่งของเพื่อนทั้งนั้น บุคคลกลุ่มนี้เมื่อถึงช่วงเทศกาล ก็จะถือโอกาสรวมกลุ่ม แก๊ง ก๊วน ก็แล้วแต่จะเรียก ให้มารวมตัวกัน และไปเที่ยวหรือไปฉลองที่ไหนด้วยกัน และแน่นอนเมื่อเหล่าเพื่อนๆมารวมกัน มันก็เลยต้องเต็มที่กันหน่อยเว้ย เอ้า....ชน ซึ่งก็ทำให้คนกลุ่มนี้บางส่วน ได้รับสิทธิพิเศษให้ไปอยู่ในประเภทที่ 1 กับเค้าด้วย
7. ประเภทรักสันโดษ - บุคคลกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ไม่นิยมสังคมกับใคร อยู่มันคนเดียวนี่แหละ สบายใจกว่า ไม่ต้องมาคอยรอกันให้เสียเวลา อยากจะไปทำอะไรก็ไปได้เลย อยากจะกินอะไรก็ไม่ต้องคอยไปถามคนอื่นว่าจะกินมั้ย อยากจะไปฉี่ก็ไม่ต้องมาคอยบอกใครว่าไปฉี่ก่อนนะ
8. ประเภทรักคุด - บุคคลกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่น่าสงสาร และน่าเห็นใจเป็นอย่างมาก เพราะจากการที่ไม่เคยสมหวังในความรักสักที ทำให้ไม่มีคู่ใจไปฉลองด้วย แถมเพื่อนๆที่มีก็หายหัวไปไหนหมดก็ไม่รู้ ปล่อยให่กูต้องอยู่คนเดียว ทำให้จำใจต้องฉลองเทศกาลเพียงลำพัง ทำไมชีวิตมันน่าเศร้าอย่างนี้...
ก็รวบรวมคร่าวๆได้ประมาณนี้แหละนะ ใครจะตรงกับประเภทไหนบ้างรึป่าว เราไม่รู้ และคนๆนึงในแต่ละเทศกาลก็อาจจะฉลองอีกประเภทนึแตกต่างกันออกไป ก็เป็นได้ แต่อย่างนึงที่ควรคิดถึงไว้ก็คือ ขอให้มีสติและรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้น คุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่ไปตกอยู่ในประเภทที่ 1 ก็เป็นได้ แล้วจะหาว่าหล่อไม่เตือน
ปล. เช่นเดิมนะ เข้ามาอ่านแล้วก็เม้นให้ด้วยนะ
12月10日 วิเคราะห์...วิจารณ์ ช่วงนี้ดูหนังดุเดือดมากเลยเรา ไม่รู้อารมณ์ไหน ดูกระจายเลย งั้นลองมาทำตัวเองเป็นนักวิจารณ์หนังบ้างดีกว่า ซึ่งนี่ก็เป็นมุมมองของเราเองนะ เพราะฉนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย เพราะของอย่างนี้มุมมองของใครของมันนี่ จริงมะ คงไม่ได้ตรงใจกับทุกๆคนที่ไปดูหรอก
เริ่มที่เรื่องแรก Casino Royale ที่ใครหลายคนพยายามอ่านว่า คาสิโนรอแยล ให้มันกระแดะลิ้นเล่นๆ ซึ่งใครหลายคนแค่เพียงเห็นชื่อผู้ที่มารับบท James Bond แล้วก็คงจะงงว่า มันสิเป็นไผ เพราะ Daniel Craig นี่ไม่เคยเห็นเล่นหนังเรื่องไหนเลย ให้ตายสิ (หรือจริงๆเค้าอาจจะเคยเล่นหลายเรื่องแล้ว แต่ภูมิพัฒน์หลังเขาอยู่ เลยไมรู้จัก) ซึ่งใครหลายคน(รอบที่เท่าไหร่แล้ววะ)ก็คงจะหมดอารมณ์ดูกันไปเลย เพราะพ่อยอดขมองอิ่ม(โห..ศัพท์)เจมส์ บอนด์ เวอร์ชันนี้ลดดีกรีความหล่อลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แฟนหนังหลายคนถึงกับตั้งเวบไซด์แอนตี้กันเลยทีเดียว แต่คนที่ไม่ได้ไปดูเนี่ย ขอบอกว่าพลาดหยั่งแรง(กรุณาออกสำเนียงใต้เพื่อให้ได้อารมณ์) เพราะตลอดเวลา เกือบๆ3ชม. ที่แหงนคอดูอยู่(เพราะเป็นคนระดับแนวหน้า) จะพบว่าภาคนี้ เป็นภาคที่สนุกที่สุดตั้งแต่มีโอกาสได้ดูมาเลย (พึ่งจะเคยดูในโรงแค่ 4 ภาคเอง) เนื่องจากในภาคนี้ดีกรีความเว่อร์ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด หลายๆครั้งที่บอนด์จะออกแนวสะบักสะบอม และเฉียดจะพ่ายแพ้อยู่หลายครั้ง แต่ก็อาศัยไหวพริบ+ดวง ในการเอาตัวรอดมาได้ เรื่องนี้จริงๆแล้วเป็นตอนแรกที่ Sir Ian Flemmings เขียนนิยายเรื่อง007ขึ้นมา แต่พึ่งจะถูกนำมาสร้างหนังเป็นภาคที่ 21 (คงสงสัยหล่ะสิ..ว่าเค้าเขียนไว้กี่ตอนกันเนี่ย อื้ม...เราก็อยากจะรู้เหมือนกัน ใครรู้ก็บอกหน่อยนะ) สรุปแล้วเรื่องนี้ actionดี effectเยี่ยม ดำเนินเรื่องดี ดูแล้วไม่เสียดายเงินเลย ถึงแม้จะไม่ใช่หนังในระดับที่จะไปชิงออสการ์(คาดว่าได้เข้าชิงไม่กี่สาขาหรอก) แต่ก็จัดเป็นหนังเรื่องนึงที่ถ้าไม่ได้ไปดู ขอบอกว่าน่าเสียดายมาก Favourite quote : I don't like single.อัตราความโดน 9/10
เรื่องต่อมา เขาชนไก่ กับคำโฆษณาที่ว่า 80% ของชายไทยต้องเคยไปยังที่แห่งนี้มาแล้ว ตอนดูตัวอย่างหนัง บอกกับตัวเองเลยว่าเรื่องนี้ ไปดูแน่ๆ และก็นัดกับเพื่อนๆเสร็จสรรพ พอได้ไปดูแล้ว อารมณ์ตอนออกมาจากโรงนะหรอ ชอบมั้ย...ก็เฉยๆ สนุกมั้ย...ก็งั้นๆ ดูเหมือนว่าหนังจะพยายามรวบเอา 5 วันทรหดในเขาชนไก่ ไว้ให้จบภายใน 2 ชม.โดยไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีเท่าไหร่ การฝึกในหนังนั้นดูเบากว่าความเป็นจริงมาก อารมณ์ที่ทางผู้กำกับต้องการจะสื่อถึงความรักพวกพ้อง การได้เพื่อนแท้ที่จะร่วมกินร่วมตาย ร่วมทุกข์ร่วมสุขนั้น ก็ยังไม่ถึงอารมณ์เท่าไหร่ เรียกว่าได้แค่เกือบๆเท่านั้น จะว่าฮา..ก็เกือบๆ จะให้ซึ้ง..ก็เกือบๆ จะให้ประทับใจ..ก็ยังเกือบๆ จะมีข้อดีก็ตรงที่ ถ่ายภาพบรรยากาศที่เขาชนไก่ได้สวยงามดี ซึ่งดูสวยกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ คนที่เคยไปมาแล้วย่อมจะรู้ดี ดีกรีความโหดของครูฝึกก็ไม่โหดมากนัก(ด้วยอาจจะเป็นเพราะว่าเค้าคงไม่ทำออกมาตรงๆหรอก..เดี๋ยวมีคนรับไม่ได้) แล้วก็นางเอกของเรื่อง ที่แม้จะโผล่มานิดหน่อย แต่ก็ดูน่ารัก สดใสดี เรียกว่าช่วยให้ประทับใจในหนังเรื่องนี้ขึ้นอีกนิด Favourite quote : อย่าออกนอกบ้านตอนฝนตกนะ..เดี๋ยวเปียก อัตราความโดน 6.875/10
เรื่องต่อมา Happy Feet ภาพยนต์อนิเมชัน ที่จับเอานกเพนกวินมาเต้นแทป ต้องบอกว่าทางผู้สร้างนั้น สร้างนกเพนกวินออกมาได้น่ารักมากๆ โดยเฉพาะตัวลูกๆเนี่ย ดูแล้วก็อมยิ้มไปได้ตลอดเลย น่ารักจริงๆให้ตายเหอะ ในส่วนเนื้อเรื่องนั้น ก็แน่นอนมันคือการ์ตูน จะไปเอาอะไรมากกับความเป็นจริง แต่บทบางช่วงมันก็ยังดูงงๆ และดูเวอร์ไปนิด เช่นเพนกวินว่ายข้ามมหาสมุทร จากขั้วโลกใต้ไปโผล่ถึงฟลอริดาเนี่ย มันก็ออกจะเกินความเป็นไปได้ไปหน่อย แต่นอกนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว เพลงในเรื่องก็เพราะดี(เราไม่ได้ดูพากษ์ไทยนะ..เลยไม่รู้ว่าที่พัดชาพากษ์น่ะเป็นงัย) ตัวการ์ตูนก็น่ารัก เนื้อเรื่องโดยรวมก็ออกมาดี มีมุกน่ารักสดใสเรียกรอยยิ้มแทรกอยู่ตลอดเรื่อง แถมยังให้แง่คิดสะท้อนถึงการทำลายห่วงโซ่อาหารของสัตว์ต่างๆ โดยฝีมือของมนุษย์ด้วย ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องนี้ขึ้นเป็นที่ 1 ของ Box office มาถึง 3 สัปดาห์ติดๆกัน ทั้งๆที่เข้าพร้อมกับสายลับ 007 คนดัง Favourtie quote : tabๆๆๆๆๆ(เสียงเท้าขณะเต้น) อัตราความโดน 8.9/10
เรื่องต่อมา แสบสนิท..ศิษย์ส่ายหน้า หนังตลกที่จับเอาคู่พระนางระดับแม่เหล็กมาแสดง ที่ว่าเป็นระดับแม่เหล็กนี่ก็คงจะรู้กันอยู่นะ ว่าแดนเนี่ย ดึงดูดใคร แล้วก็จ๋าเนี่ย ดึงดูดใคร เรื่องนี้เป็นหนังตลกไม่กี่เรื่องที่เราเข้าไปดูแล้ว สังเกตเสียงหัวเราะกระจายกันเต็มโรง ซึ่งต้องยอมรับว่านักแสดงในเรื่องเล่นได้เข้าขากันดี มีการรับส่งมุกกันได้ดี ถึงแม้เราจะเป็นคนขำยาก แต่ก็มีหลายชอตที่ทำให้เราต้องแอบหัวเราะได้เหมือนกัน ในส่วนของตัวเนื้อเรื่องเองนั้น ก็ไม่มีอะไรมากเลย ออกแนวหนังไทยทั่วไป พระเอกจะเป็นคนไม่ได้เรื่อง ไม่มีฐานะ มีดีอยู่อย่าง ฝันอีกอย่าง แต่หน้าตาดี และนางเอกก็จะต้องมาหลงรัก แม้ว่าจะมีอีกตัวเลือกหนึ่งที่ รวย เลิศ เพอร์เฟกต์แต่หน้าตากลางๆ มาชอบด้วยก็ตาม ยอมรับว่าที่มาดูเรื่องนี้ สาเหตนึงก็คือ จ๋านี่แหละ แล้วก็ไม่ผิดหวัง จ๋าเล่นได้น่ารักและเข้ากับบทบาทในหนังมาก ดูแล้วก็ทำเราอมยิ้มไปได้หลายฉากเลยทีเดียว อย่างน้อยตอนดูเรื่องนี้เสร็จก็ยังรู้สึกดีกว่าตอนไปดูเขาชนไก่แน่ๆหล่ะ (พึ่งจะเปิดข่าวอ่านเมื่อกี๊ ปรากดว่าเรื่องนี้มีรายได้เป็นอันดับ 1 ของ Box office Thai ในสัปดาห์ล่าสุดเลยทีเดียว) Favourite quote : กูอยากเป็นตัวของกูเอง อัตราความโดน 8/10
เรื่องต่อมา Death note 2 : The last note ภาคสองของสมุดมรณะ ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนยอดนิยม ที่มีคนอ่านมากมาย หลังจากที่ภาคแรกออกมาแล้วผู้คนก็ผิดหวังกับ ไลท์ มาแล้ว (เพราะมันไม่หล่ออย่างในการ์ตูน) มาในภาคนี้ด้วยความที่ทางผู้สร้างเค้าสร้างต่อหลังจากปิดกล้องภาคแรกทันที ก็เลยทำให้ดูการดำเนินเรื่อง การactingต่างๆ ไม่ต่างกับภาคแรกเลยแม้แต่น้อย และคนที่อ่านการ์ตูนมาแล้ว ก็ยังสามารถคาดเดาเนื้อเรื่องเกือบทั้งหมดได้อยู่ดี เพราะเหมือนในการ์ตูนเป๊ะๆ แม้ว่าตอนจบของภาคนี้จะมีพลิกล็อกไปจากในการ์ตูนนิดหน่อยก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ในหนังเรื่องนี้คือ ตัวละครหญิงน่ารักแทบจะทุกคนกันเลยทีเดียว เริ่มจากภาคแรกที่ประทับใจกับความน่ารักของน้องสาวของไลท์ไปแล้ว พอมาภาคนี้ยิ่งประทับใจยิ่งกว่า กับความน่ารักและหุ่นดีของ นักข่าวสาวผู้ทะเยอทยาน และประทับใจสุดๆไปเลย กับมิสะ มิสะ idol ผู้ครอบครองเดธโน้ตอีกเล่มหนึ่ง เนื่องจากน่ารักมากๆ ดูแล้วก็อารมณ์เดียวกับยมทูตรุคในหนังเลย(ต้องพากษ์ไทยโดยพันธมิตรด้วยนะ) ที่ยมทูตบ่นว่า ขาว....สวย...หมวยด้วย โอย..ใจละลายไปกับความน่ารัก ขอเทคะแนนให้เลยละกันนะ เหอๆๆ Favourite quote : ขาว....สวย....หมวยด้วย อัตราความโดน 9/10
เรื่องสุดท้าย เก๋า..เก๋า ภาพยนต์โดย 1 ในผู้กำกับแฟนฉัน(อีกเรื่องแล้วครับท่าน) ที่ว่ากันด้วยวงดนตรีที่โด่งดังในยุคหนึ่ง แต่ข้ามเวลามาอยู่อีกยุคหนึ่ง และต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกลับไปสู่ยุคเดิม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เอานักร้องชื่อดังมาเล่นกันได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โจอี้บอย โป้..โยคีเพลย์บอย สอง..พาราดอกซ์ ปู..แบล็กเฮด กบ..แท็กซี่ (2คนหลังนี่ออกมา5วิ) รวมไปถึง วงบอดีแสลมและวง The impossible ด้วย ซึ่งในส่วนของเพลงนั้น ทำออกมาได้ดี เข้ากับยุคสมัยของหนังอย่างแท้จริง หลายๆเพลงก็เพราะดี อย่างเพลงดวงใจมีรัก (มีเปิดในผับแล้วด้วย...) เป็นต้น นักแสดงก็แสดงได้ดี ด้านการดำเนินเรื่องยังมีติดๆขัดๆบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าดีนะ ก็ประทับใจดี แล้วก็ได้เห็นพัฒนาการของน้องโฟกัส ที่แสดงเก่งขึ้นกว่าตอนแฟนฉันอยู่พอสมควรทีเดียว (ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยนะ...แต่ไอ้ปุ้งเพ้อไปแล้ววว) ส่วนรถเมล์ที่มาเล่นเป็นนางเอกของเรื่องนั้น โผล่น้อยไปหน่อยแฮะ..น่าเสียดาย อุดส่ามาเป็นนางเอกหนังแล้ว น่าจะได้มีบทบาทมากกว่านี้หน่อย นี่ได้เล่นน้อยกว่าน้องโฟกัสซะอีกนะเนี่ย Favourite quote : ห่าง....ห่าง...ห่าง อัตราความโดน 8.5/10
เป็นงัยบ้าง ไม่รู้ว่าจะโดนใจกันมากน้อยแค่ไหน แต่นี่คือหนังทั้งหมดที่เราได้ดูไปในรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โคตรเปลืองเลยเนอะ...ว่ามั้ย
ปล. อ่านแล้วก็ช่วยกัน comment ด้วยนะ เราก็อยากอ่านcommentเหมือนกันนะ 11月22日 เรื่องราวที่ผ่านมา กลับมาอีกครั้ง....คราวนี้ย้ายวอร์ดเรียบร้อยแล้ว หลังจากจบจาก จิตเวช..จิตว่างไป ชีวิตเราก็กลับเข้าสู่วังวนของการตื่นเช้าอีกครั้ง เพราะตอนนี้อยู่วอร์ดนรีเวชวิทยา ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 วอร์ดเมเจอร์ที่เราต้องเจอในปีนี้ (วอร์ดเมเจอร์ = วอร์ดที่อยู่นาน 6 สัปดาห์...กรุณาอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นวอร์ดโรงหนังเด็ดขาด) ซึ่งวอร์ดเมเจอร์ที่เราเคยผ่านไปแล้วก็มี อายุรศาตร์ แล้วก็ กุมารเวชศาสตร์ ส่วนวอร์ดเมเจอร์อีกวอร์ดหนึ่งก็คือ ศัลยศาสตร์นั้น จะได้ขึ้นหลังจากที่ลงนรีเวชแล้วนั่นเอง
เห็นว่าอยู่นรีเวช หลายคนคงบอกว่า ถึงเวลาที่รอคอยแล้วหล่ะสิ อยากบอกว่า มันหนักใจนา...ที่จะต้องไปตรวจเค้าน่ะ เพราะนศพ.ก็ยังไม่เคยทำ แต่ก็ต้องไปลองทำกับคนไข้จริงๆดู ไม่งั้นมันก็ไม่เป็นกัน แถมยังมาเจออาจารย์กวนๆอีกด้วย (ก็ดี..ไม่เครียดดี) มีอยู่ชั่วโมงนึง อาจารย์ก็โม้ว่า เดี๋ยวนี้นะ เทคโนโลยีมันก้าวไปไกลมาก จนตอนนี้เราสามารถใช้ไข่ไก่มาช่วยคนที่มีลูกยากได้แล้ว บ้าหรอ!!! พูดมาแบบนี้ใครมันจะเชื่อ ก็ไม่มีใครเชื่อน่ะสิ แต่อาจารย์ก็พยายามพูดเกลี้ยกล่อมสุดฤทธิ์ ว่ามันเป็นไปได้นะ เดี๋ยวนี้มัน hi-tech แล้ว อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ แถมตีหน้าตายหลอกให้นศพ.เชื่อว่ามันจริง จนเริ่มมีบางส่วนที่ลังเลว่าตกลงแล้วมันจะจริงเท็จแค่ไหน แต่เราก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง เพราะโครโมโซมก็ไม่เหมือนกันแล้ว จะเอามาผสมกันยังงัย อาจารย์ก็ตีหน้าตายต่อไป พออีก 5 นาทีต่อมา อาจารย์ก็พูดขึ้นมาว่า ทำไมหล่ะ ก็น้องของคนไข้ชื่อ ไก่ งัย เราก็เอาไข่ของไก่มาผสมแทน เท่านั้นแหละ....เสียงโห่ดังอื้ออึงลั่นห้องเลยทีเดียว ขอบคุณครับ อาจารย์ เล่นกันแบบนี้เลยหรอเนี่ย เอาเถอะ...เค้าพยายามจะเล่นมุขหน้าตาย ก็เอากับเค้าหน่อย
มีอยู่วันนึงกำลังจะเดินกลับจากวังหลัง มาที่หอ ก็เดินผ่านหน้าเซเว่นสาขาหนึ่ง ( 1 ใน 4 สาขาของเซเว่นในซอยนี้...มันจะเปิดอะไรเยอะแยะวะเนี่ย) เพื่อนมันก็เข้าไปซื้อของข้างในเซเว่น ก็ต้องรอสิเรา...แต่ขี้เกียจเข้าแฮะ รอมันข้างนอกละกัน ระหว่างยืนรออยู่ ก็มีเด็กคนนึง คาดคะเนด้วยสายตาว่าน่าจะประมาณ 5-6 ขวบ จะเดินออกมาจากข้างในเซเว่น ก็จะเอื้อมมือมาเปิดประตู แต่พอดีประตูเซเว่นเป็นแบบเซ็นเซอร์ มันก็เปิดออกสิ เด็กก็งง อะไรวะ...ยังไม่ได้เปิดเลย มันเปิดได้งัย ว่าแล้วเด็กคนนั้นก็เดินกลับเข้าไปในเซเว่นใหม่ รอจนประตูปิดแล้วเดินกลับมาใหม่อีกครั้ง แล้วก็เอื้อมมือไปเปิดประตู แต่ประตูก็เปิดออกก่อนอีก เด็กคนนั้นเริ่มงงมากขึ้น และเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย จึงเดินกลับเข้าไปในเซเว่นใหม่ รอจนประตูปิดแล้วก็เดินออกมาใหม่ พยายามจะเอื้อมมือไปเปิดประตูให้เร็วขึ้น แต่ประตูก็เปิดออกก่อนอีกเช่นเดิม คราวนี้เด็กคนนั้นหงุดหงิดมากขึ้นก็เลยบนออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแต่ไม่ดังนัก(แต่เราก็ได้ยิน...หึหึ) "เฮ่ย...ประตูมันเปิดได้งัย ใครเปิดวะ"(กรุณาทำเสียงเด็ก 5 ขวบเพื่ออรรถรสในการอ่าน)
ช่วงนี้ก็รู้สึกว่าฝนมันกลับมาตกใหม่อีกครั้งแล้วนี่นะ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมาได้แล้วมั้ง(18/11/2006) พอมาวันอาทิตย์ไอ้เราก็ไปซ้อมดนตรีที่ห้องซ้อมตรงหอหญิง ก็เล่นกันไปชม.ครึ่งได้ เล่นเอาเสียงแหบกันไปเลยเหมือนกัน(พอดีเป็นคนร้องครับ) เพราะเล่นแต่เพลงแหกปากกันทั้งนั้นเลย ไม่สงสารคนร้องกันบ้าง พอเลิกแล้วเดินออกมาถึงใต้หอหญิง เยี่ยมเลย!!! ฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก เอาแล้วสิเรา กลับหอไงวะเนี่ย ก็ยืนตกลงกับเพื่อนแป๊บนึง แล้วก็ตัดสินใจวิ่งฝ่าฝนกลับหอ เปียกกันเลยทีเดียว พอกลับขึ้นมาถึงหอ เดินไปที่ระเบียงห้องเพื่อจะหยิบผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ เฮ่ย!!!อะไรวะ ฝนหยุดกันซะงั้น ขอบคุณมาก ฟ้าฝนเมืองไทยมันช่างสุดยอดจริงๆ แล้วกรูจะรู้มั้ยว่ามรึงจะหยุดตกในเวลารวดเร็วขนาดนี้เนี่ย เป็นอันว่าเจอฝนไล่ช้างกันไปเต็มๆ เลยเปียกไปเจ็บใจไป ให้มันได้อย่างนี้สินะ
10月31日 จิตหนอ....จิตเวช ก็ห่างหายจากการเขียนสเปซไปพักนึง ช่วงที่ผ่านมาก็มีงานใหญ่ๆ 2 งานแหละ ที่เราต้องไปมา นั่นก็คือ งานกีฬา 13 เข็มสัมพันธ์ครั้งที่ 20 ที่มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ และอีกงานก็คือ ค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราช รุ่นที่8 รอบที่2 ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราก็จะเอามาเล่าสู่กันฟังกันพอสังเขป แต่.....ไม่ว่ะ คราวนี้ขี้เกียจเขียนเรื่องพวกนี้ละ เอาเป็นเรื่องนี้ดีกว่า เพราะกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ว่าแล้วก็โยงมาเข้าเรื่องกันดื้อๆแบบนี้เลยอ่ะนะ เอาเถอะ....ว่าแต่ขึ้นแบบนี้เค้าเรียกว่า circumstantiality รึป่าวนะ (งงอ่ะดิๆ)
ปัจจุบันข้าเจ้าก็ได้วนมาอยู่ยัง ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ (Department of Psychiatry) ซึ่งชื่อก็น่าจะบ่งบอกอยู่แล้วนะ ว่าเราจะต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง ก็แน่นอนหล่ะ เราจะต้องเรียนเกี่ยวกับอาการและโรคที่เป็นการป่วยทางจิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคอารมณ์2ขั้ว เป็นต้น ซึ่งในช่วงแรกๆนั้น มันก็ยากแก่การเข้าใจอยู่ (จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่) แน่นอนหล่ะ คนไข้ที่เราต้องรับมันก็ต้องเป็นคนไข้ที่มีอาการทางจิต ซึ่งบางคนก็คุยง่าย บางคนก็คุยยาก บางคนก็ไม่พูด บางคนก็พูดเกินความต้องการ แน่นอนหล่ะ...มันก็หลากหลายกันไป ช่วงอายุก็หลากหลายเช่นกัน มีตั้งแต่ 13 ยัน 60 กว่าๆ วันนี้เราต้องไปจัดกิจกรรมบำบัดมา ก็ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย คิดเกมกับเพื่อนที่ต้องเข้าไปทำ (ทั้งหมดรวม4คน) ไปคิดเกมเอาตอน 8 โมงเช้า แล้วพอ 10 โมงก็เข้าไปเล่นเลย ออกแนวสดอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีอะไรที่นศพ.ทำไม่ได้ (ยกเว้นข้อสอบ -_-") พวกเราทั้ง 4 คนก็ออกแนวไถๆกันไป เกมที่เล่นก็คือ ให้ผู้ป่วยแบ่งเป็น 2 ทีม เท่าๆกัน แล้วให้คำปริศนากับทีมหนึ่ง ทีมที่รู้คำจะออกไปวาดรูปเพื่อไบ้ให้อีกทีมทายว่าเป็นคำว่าอะไร แต่อนุญาตให้วาดได้แค่ทีละส่วนเท่านั้น และอีกทีมมีโอกาสทายได้ 3 ครั้ง ได้สิทธิ์ผ่าน 2 ครั้ง ถ้าทายถูกก็ได้ 1 คะแนน ถ้าทายผิดทีมที่วาดก็จะได้ 1 คะแนน (อ่านแล้วเข้าใจป่ะ....ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องพิจารณาหน่อยน้า ขนาดคนไข้จิตเวชยังเข้าใจเป็นอย่างดีเลย) ช่วงแรกๆก็ยังเกร็งๆกันอยู่บ้าง แต่พอผ่านไปซักพัก โอ้โฮ!!! เต็มที่กันเลยทีเดียว แกล้งกันไปแกล้งกันมาอย่างสนุกสนาน เป็นที่พอใจของพวกเรามากที่ทำให้เค้าสนุกได้ ซึ่งพออาจารย์มาสรุปแล้วบอกว่าพวกเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาเค้าก็ยิ่งน่าภูมิใจมากขึ้นไปอีก ว่าสิ่งที่พวกเราทำได้ไปช่วยเค้าจริงๆ ถือเป็นความภูมิใจอย่างนึงว่าถึงแม้จะเป็นแค่นศพ.ปี4 ก็ยังทำอะไรกับเค้าได้เหมือนกัน แม้ว่ามันจะน้อยนิดมากก็ตาม
ว่าแล้วก็เลยเอาคำถามมาทิ้งไว้ให้ดีกว่า นี่เป็นคำถามที่ใช้ทดสอบทางจิตเวชอย่างนึง ก็ลองๆตอบกันดูก็ได้นะ (ตอบตอนที่เม้นน่ะแหละ....) แล้วเดี๋ยวเราจะมาประเมินให้ เหอะๆๆ กล้าที่จะลองตอบกันมั้ยเนี่ย
สองสิ่งนี้เหมือนกันอย่างไร 1.หมากับแมว
2.ทะเลสาบกับภูเขา
สองสิ่งนี้ต่างกันอย่างไร 1.กลางวันกับกลางคืน
2.กล้วยกับส้ม
ความหมายของสุภาษิตนี้คืออะไร 1.น้ำขึ้นให้รีบตัก
2.ขี่ช้างจับตั๊กแตน
และสุดท้าย 1.ถ้าเดินๆไปแล้วเจอจดหมายตกอยู่ที่พื้นจะทำอย่างไร
2.ถ้าเดินอยู่กลางป่า แล้วเจอทางรถไฟขาดอยู่ แถวนั้นไม่มีสถานีใกล้ๆเลย จะทำอย่างไร
กล้าที่จะลองตอบกันดูมั้ยอ่ะ.....เหอๆๆ
ปล.คำถามเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ยกมาให้ดูเท่านั้น
ปล.2 เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสทำแบบทดสอบ IQ ไป เค้าให้เวลา 40 นาที มี 36 ข้อ ภูมิพัฒน์ใช้เวลาทำ 15 นาทีเสร็จ คิดว่าได้เท่าไหร่เอ่ย หึหึหึ
ปล.3 แล้วถ้าไอเดียบรรเจิดเมื่อไหร่จะมาย้อนเรื่องกีฬากับค่ายทีหลังละกันนะ I promise ครับผม
10月17日 พายุช้างสาร ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วทุกภาคของประเทศไทยล้วนประสบปัญหาเดียวกันถ้วนหน้า นั่นก็คือ "น้ำท่วม" ท่วมกันอย่างสะใจซะด้วย กินพื้นที่ไปกี่จังหวัดก็ไม่รู้ เดือดร้อนกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะคนกรุงหรือคนต่างจังหวัด
ก็เป็นช่วงสัปดาห์ที่น่าอึดอัดใจจริงๆ จะไปทำอะไรก็ทำไม่ได้ เพราะฝนตก มันน่าหงุดหงิดใจจริงๆ แต่มันดันกลายเป็นผลดีไปได้แฮะ เพราะมันทำให้เราออกไปทำบ้าทำบออะไรข้างนอกไม่ได้ ต้องอยู่อ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง ซึ่งก็ทำให้เราผ่านการสอบของรังสีวินิจฉัย(ดูฟิล์ม) และการสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ส่วนที่1 ไปได้ด้วยดี เพราะรู้สึกว่าทำได้ในระดับที่ตัวเองพอใจเลยทีเดียว แต่เนื่องมาจากการที่ฝนตกนี่เอง ทำให้เราไม่แคล้วที่จะโดนมันเข้าซักวัน และแล้ววันพุธที่ผ่านมา (11 ตุลา) ตอนกลางวันข้ามไปกินข้าวที่ท่าพระจันทร์กันทั้ง rotate ตอนแรกก็ไม่มีอะไร เอ้อ....น้ำในแม่น้ำมันก็เยอะดีนะ เล่นเอาท่วมท่าเรือกันเลยทีเดียว พอข้ามไปถึงฝั่งโน้น เอ้า...ท่วมหนักกว่าฝั่งศิริราชอีก เล่นเอาร้านแถวนั้นเปิดไม่ได้เลยซักกะร้าน แต่ก็มีบางร้านที่ยังพยายามดิ้นรนจะทำการค้าขายให้ได้อยู่บ้าง แต่สภาพก็ทุลักทุเลเหลือทน สาเหตุหลักที่ข้ามไปก็ไม่มีอะไรหรอก....ตั้งใจจะไปกินไอติมกันทั้ง rotate ก็แค่นั้น(นานๆจะไปพร้อมกันซักที) แต่ปรากดว่า ร้านเต็ม บวกกับเจ้าของบัตรลดหาบัตรไม่เจอ(ขณะยืนอยู่ในร้านแล้ว) ทำให้พวกเราตัดสินใจไม่กินดีกว่า เพราะต้องรีบกลับไปเรียนต่อด้วย ขณะที่กำลังจะข้ามเรือกลับ ไอ้ฝนเจ้ากรรมกรรโชกมาจากไหนไม่รู้ กระหน่ำลงมาอย่างหนัก เยี่ยม!!! แล้วกรูจะกลับงัยวะเนี่ย ด้วยเวลาที่เหลืออยู่จำกัด ทำให้ต้องพยายามกระเสือกกระสนกลับไปยังวอร์ดให้เร็วที่สุด เมื่อขึ้นวอร์ดไป สภาพดูดีกว่าลูกหมาตกน้ำนิดหน่อยเอง เสื้องี้เปียกทั้งตัว หัวเปียกแน่นอนอยู่แล้ว แถมน้ำยังซึมเข้าไปในรองเท้าหน่อยนึงด้วย ไอ้เรายังไม่อยากใส่เสื้อกาวน์เท่าไหร่เพราะเสื้อยังไม่แห้ง แต่เวลาไม่คอยท่าแล้ว เลยต้องใส่ทับมันไปทั้งยังงั้นเลย อับสุดๆ ในใจนึกอยากกลับหอเร็วๆจะได้รีบไปอาบน้ำแล้วส่งเสื้อไปซัก ก็ไปเสร็จตอนเกือบๆสี่โมง กลับมาก็รีบอาบน้ำเป็นการด่วน ก็คิดว่าจะไม่มีอะไร ปรากดว่ามีจนได้ พอมาวันศุกร์ ตื่นเชามาไข้ขึ้นครับท่าน แล้วยังปวดหัวมากอีก ไปเรียนไม่ไหว เลยต้องโดดเรียนตอนเช้าไป ก่อนที่จะมาดีขึ้นตอนกลางวัน เลยไปเรียนตอนบ่ายต่อ ไอ้เราก็นึกว่าจะหมดแค่นั้น ไม่ๆ นานๆจะไม่สบายทั้งที เป็นแค่นี้ได้ยังงัย ตื่นมาวันเสาร์ ตกใจมาก สายมันเหียง!!! (เสียงมันหาย แล้วเอ็งจะผวนทำใส้ติ่งอะไรมิทราบครับ) หายไปเลย.....แบบว่าแหบไปเลย ไอ้เราก็รีบจิบน้ำบ้าง อมยาอมแก้เจ็บคอบ้าง (เพราะเจ็บคอด้วยเหมือนกัน) จนกู้กลับมาได้เล็กน้อย ก็เลยพอมีเสียงจะพูดบ้างในวันนั้น แต่ยังต้องรีบกู้กลับมาเพิ่มอยู่ดี เพราะในวันต่อไป ต้องไปพูดในงานค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราชด้วย สุดท้ายก็ผ่านมันไปได้ด้วยดี(รึป่าว?) แต่พูดเสร็จนี่เจ็บคอมากเลยนะ....ตอนทำค่ายเนี่ย เฮ่อ!!! หวังว่าเสียงจะกลับมาปกติในเร็ววันนะ มันทรมานมากๆเลยตอนนี้ จะร้องเพลงยังไม่ได้เลย
จะว่าไปแล้วก็อยากรู้จริงๆว่าไอ้ชื่อพายุลูกนี้เนี่ย ตั้งได้ดีเหลือเกิน ช้างสาร แหม่...ตั้งไปได้(กรุณาทำเสียงเหมือนพิธีกรรายการคดีเด็ด จะได้อารมณ์มาก) ก็เอาเถอะ หวังว่ามันจะเป็นพายุส่งท้ายฤดู เป็นพายุลูกสุดท้ายของปีนี้ซะที เป็นเทวดาอยู่เมืองไทยนี่มันก็ลำบากใจเนอะ ลองคิดดู ฝนแล้งคนก็ด่า พอฝนมาคนก็บ่น ตกลงไอ้ความพอดีมันอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ ลองคิดดูเอาละกัน จากนี้ไปก็จะเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน เริ่มจะเข้าฤดูหนาวกันแล้ว เค้าว่ากันว่า หนาวเนื้อห่มเนื้อถึงหายหนาว หนาวรักห่มรักอบอุ่นสบาย ก็ไม่รู้ว่ามันจะจริงแค่ไหนนะ แต่เราก็หวังให้ทุกคนอบอุ่นทั้งกายและใจตลอดหน้าหนาวนี้ละกันนะ (ไม่รู้มันจะหนาวซักกี่วันแฮะ)
ปล.เมื่อไหร่หวัดกรูจะหายซักทีแฮะ รำคาญโว้ย
ปล.2 ถ้าพายุมาอีกลูกตั้งชื่อว่า งูเห่า ไปเลยสิ....จะได้ต่อจากช้างสารพอดี
ปล.3 ขอทิ้งท้ายเรื่องเสื้อกันหนาวหน่อยละกัน เห็นชอบเรียกกันสั้นๆว่าเสื้อหนาว เอ้า....ถ้ามันหนาวแล้วจะไปใส่ให้มันหนาวอีกทำไมล่ะคุณ จริงมั้ยหล่ะ....ไปใส่เสื้อวอร์มแทนไป๊ 10月1日 ปิดเทอม(จริงๆนะเนี่ย) กลับมาอัพสเปซอีกครั้ง หลังจากที่ไปเต็มอิ่มกับช่วงเวลาปิดเทอมมา อาจจะงงว่ามีปิดเทอมด้วยหรอ มีครับมี.....นศพ.ปี4กับ5 ได้ปิดเทอมเพื่อชาร์ตแบตตัวเองเป็นเวลา 1 อาทิตย์บริบูรณ์ ไม่น่าเชื่อเลยจอร์จ มันช่างยาวนานอะไรเยี่ยงนี้ (กรุณาทำเสียงแบบคุณนายซาร่า พาราเซตามอล ภรรยาสุดที่รักของอีตาจอร์จ)
อย่างที่จั่วหัวไว้ หลังจากที่ผ่านการสอบของภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและครอบครัวไป ก็เท่ากับว่าเราได้เข้าสู่ช่วงปิดเทอมแล้ว ซึ่งการปิดเทอมกลางหนนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่เราปิดไม่ตรงกับชาวบ้านเค้า เพราะปิดตอนที่คนอื่นๆกำลังสอบอยู่ เหมือนกับว่าต้องการให้เราตัดญาติขาดมิตรกับเหล่าเพื่อนฝูงที่อุตส่าห์คบกันมาก่อนเข้ามหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว ว่าแล้วก็เลยตัดสินใจภายในเวลา 0.0029 วินาที ว่าเราจะต้องไปเที่ยวที่ไหนซักที่แล้วหล่ะ หลังจากที่คิดได้ไม่เท่าไหร่ ไอ้เต๋ยก็โทร.มา "เฮ่ย...ไอ้ภูมิ ไปเพชรป่าว นอนบ้านกู ขับรถไปกันเอง" ช่างรู้ใจเพื่อนจริงๆ ว่าแล้วก็เลยตกลงไปกัน รวบรวมพลพรรคที่ไปได้ 5 หน่อ ประกอบไปด้วย สมาคมโรคปอด (หลิวเต๋ยโป้) และสมาคมโรคไขข้อ (Ottopoom) ก็นัดไปเจอกันที่ศิริราชตอน 10 โมงของวันจันทร์ เราก็ไปถึงตั้งแต่ 9 โมง ก็เลยลงไปหาอะไรกินรอ (เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย) ปรากดว่า พี่นุชชี่ (ปี5) โทร.มาถามเรื่องบัญชีร้านค้า เลยต้องไปเคลียร์ให้เสร็จก่อน ก็พอดี 10 โมงเลย ขึ้นไปบนห้องปรากดว่า ไอ้ต้นพึ่งตื่น...เยี่ยมมาก นัด10โมง มันตื่น10โมง โคตรตรงเวลาเลย ก็เลยต้องรอมันอาบน้ำ...แต่งตัว....จัดกระเป๋าอีก กว่าจะได้ออก เกือบ11โมง ก็นั่งรถไปจนถึงนครปฐม เพื่อแวะรับปีโป้ พอขึ้นมาไอ้โป้ก็บอกว่า เดี๋ยวถึงตัวเมืองเพชรแล้ว ให้แวะแถวรพ.นึงด้วย จะไปติดต่อเรื่องที่ดินให้แม่ จนเข้าไปในตัวเมือง เพื่อหารพ.ที่ว่า ปรากดว่าไปผิดรพ. ถามทางจากคนข้างทางแล้วก็เลยไปที่ที่ถูกต้อง ไปถึงมันบอกว่าไปสำนักงานที่ดินอะไรซักอย่าง ที่อยู่ข้างๆรพ. ไอ้เราก็ช่วยมันมองหา เฮ่อ!!! ไอ้รพ.นี่ก็มีตึกล้อมเป็นรูปเกือกม้าเลย แล้วมันจะเจอมั้ยวะเนี่ย สุดท้ายก็เจอ สนง.นี้มันอยู่เลยรพ.ไปอีกหน่อย สภาพก็ค่อนข้างซอมซ่อทีเดียว ไอ้โป้ก็ไปติดต่อ แล้วก็คว้าแห้วกระป๋องกลับมา เพราะลืมเอาหนังสือมอบอำนาจมาด้วย (เสียเวลา1) จากนั้นก็ไปซื้อของกันที่ BIG C สาขาเพชรบุรี เพื่อหาของกินไปเก็บไว้ที่บ้านพัก หลังจากที่ซื้อของเสร็จ กำลังจะเดินออกมา ปีโป้ก็โชว์ความสามารถที่ไม่มีใครคาดถึง เมื่อเดินไปถึงประตูห้าง (เป็นประตูแบบเซ็นเซอร์นะ....นึกภาพตาม) ประตูไม่เปิด (มันไม่มองข้างบน) ก็เลยเอามือแหกประตูออกเพื่อเปิดประตูนั้นสุดแรง ประตูมันก็ไม่เปิดสิ ก็มันเป็นประตูอัตโนมัติแบบเซ็นเซอร์นี่หว่า จนพวกเราต้องไปยืนๆให้เซ็นเซอร์มันรับรู้ แล้วประตูก็เปิดออก (เซ็นเซอร์มันไม่แรงด้วยแหละ) เล่นเอาพวกที่เหลือยืนหัวเราะด้วยความสงสารปนสมเพศ พอไปถึงที่พักก็ช่วยกันทำความสะอาด จากนั้นก็นั่งรถไปที่หาดหัวหิน ไปถึงก็ไปเที่ยวหาด ไปเจอเด็กๆ 3 คนกำลังเตะบอลชายหาดอยู่ อารมนักกีฬาเข้าสิงกันซะงั้น ไปท้าเด็กเล่นด้วย เด็กมันก็ดันเล่นอีกแหนะ แบ่งทีมเสร็จสรรพ มีเราไปอยู่ข้างเด็ก 1 คน เพื่อให้ตัวเท่ากัน ก็เล่นกันไปสนุกสนาน ก็มีฝรั่ง(มารู้ทีหลังว่ามาจากบราซิล) มาขอเล่นด้วย พอเข้ามาเล่นด้วยเด็กเดินหนีไปหมดเลย กลายเป็นพวกเราต้องเล่นกับฝรั่ง (1คนเท่านั้น!!!) แล้วหลายคนก็เหนื่อยแล้วด้วย บราซิลคนนั้นมันก็ไม่ยอมเลิกเล่น จนสุดท้าย...กว่าจะเลิกได้ก็อีก 10 นาที ดื้อจริงๆให้ตายเหอะ เล่นเสร็จก็หิวสิ เลยนั่งรถไปที่ตลาดหัวหิน หาของกิน มื้อนี้เอนจอยกันเต็มที่เลย สั่งปลา หอย ปลาหมึกกินกันเต็มที่เลย จะเสียอารมนิดๆก็ ปลาหมึกยัดไส้ซอสมะขามเนี่ยแหละ กินแล้วหยั่งกะกินไข่ลูกเขย กินเสร็จก็ไปกินไอติมอิตาเลียนต่อ แล้วก็กลับมาที่พัก นอนดู Initial D จบ แล้วก็ออกไปนั่งดื่มกันที่ชายหาด นั่งอยู่จนตีสองกว่าได้มั้ง ก็กลับเข้ามาในบ้าน ภูมิพัฒน์ก็หิวสิ....เลยทำมาม่าต้มยำกุ้งน้ำข้นไข่เจียวกินซะเลย กินเสร็จก็อาบน้ำนอน วางแผนไว้ว่าจะตื่นก่อนเที่ยงเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวแก่งกระจานในวันรุ่งขึ้น
ติ่นมา อ่าว!! เที่ยงครึ่งแล้วนี่หว่า ไหนว่าจะตื่นเช้ากันวะ ช่างมัน ว่าแล้วก็อาบน้ำแต่งตัว แล้วก็ออกเดินทางกันในทันที โดยแวะไปกินข้าวก่อนที่ร้านอาหารแถวๆบ้านพัก นั่งรถไปได้ชม.กว่าๆ ก็ไปถึงอุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจาน ก็เลยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ว่าถ้าจะไปน้ำตกต้องไปยังงัย (แบบว่าเตรียมตัวมาเล่นกันเต็มที่เลย) ก็ได้รู้ว่าช่วงนี้อุทยานปิดอยู่เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อฟื้นฟูสภาพป่า เปิดอีกทีเดือนพฤศจิกายนเลย (เสียเวลา2) เซ็งสิ....นั่งรถมาตั้งนาน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยนั่งรถกลับ แล้วก็ไปแวะ BIG C อีกครั้ง (กลายเป็นที่ที่ไปเที่ยวนานที่สุดไปแล้ว) เพื่อซื้ออาหารเข้าไปทำกันเอง ใช่แล้ว!! มื้อนี้ 5 หนุ่มจะประกอบอาหารกินกันเอง พอซื้อเสร็จก็นั่งรถกลับบ้านพักโดยระหว่างทางก็ได้แวะ หาดเจ้าสำราญ (เสียเวลา3) และหาดปึกเตียน (เสียเวลา4) แต่ก็ต้องเซ็ง เพราะไม่มีคนเลย พอถึงบ้านก็แยกกันเป็นสองทีม ทีมนึงจัดการย่างอาหารสด อีกทีมประกอบอาหารในครัว การจัดทีมก็ค่อนข้างจะสมดุล(โคตรๆ) นั่นคือเราอยู่ทีม2คนเดียว ที่เหลือม่างไปย่างกันหมดเลย อะไรวะ ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก มีปลาซาบะย่างซีอิ๊ว(ไหม้เกียมสุดๆ)ตัวนึง มีหมึกย่างตัวนึง(ตัวใหญ่อยู่) มีหมูย่างซอสบาร์บีคิว(ก็ไหม้อีกแหละ) มีไก่ย่างตัวนึง(อันนี้ย่างตั้งแต่ซื้อเลยกินได้อร่อย) มีเบคอนเผา(เกรียมไปหลายชิ้น) มีสลัดผัก แล้วก็อีกสองอย่างที่เราทำเองก็คือ ซาโมซ่าทะเล(ของพรานทะเลน่ะ...ซื้อมาทอด แบบว่าอยากลองกิน) แล้วก็ไก่ทอดเกลือก็กินกันอิ่นหนำสำราญ แล้วก็เข้าไปนอนดูหนังกันอีก คราวนี้เป็นหนังของ โจวซิงฉือ ไปเรื่องนึง แล้วก็ออกไปเล่นดอกไม้ไฟ ที่ชายหาด อารมณ์ตอนนั้นทุกคนทำตัวเหมือนเด็กมากๆ ทุกคนมีความสุขกับดอกไม้ไฟที่จุดออกมาแต่ละอัน แต่ละอัน โชคดีมากที่แถวนั้นไม่มีใครอยู่ ไม่งั้นเค้าคงด่ามาแล้วที่ไปส่งเสียงดัง เล่นเสร็จก็นั่งร้องเพลงกันอยู่พักนึง แล้วก็กลับเข้ามาที่บ้าน สมาคมโรคปอดก็เข้านอนกันเลย ส่วนสมาคมโรคไขข้อก็อยู่ดูบอลกันต่อ เสร็จแล้วก็เข้านอนกันไป
วันต่อมาตื่นซะบ่ายโมงเลยคราวนี้ ลงมาก็อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว (ที่เหลือจากเมื่อคืน...แช่ตู้เย็นไว้) แล้วก็นั่งรถออกมาท่ามกลางฝนพรำถึงหนัก กะจะแวะเที่ยว(ซักที)ที่สวนผึ้ง ก็ฝนตกตลอดทาง เลยเปลี่ยนใจไปแวะที่ outlet แทน ไปถึงก็เหนื่อยใจกับราคาสินค้า อย่างเราตอนนี้คงได้แต่มองแหละวะ เดินๆไปดูเสื้อตัวนึง เฮ่ย!! เชิ้ตธรรมดาๆนี่หว่า ทำไมราคาเป็นหมื่นวะ แต่พอมาเพ่งดูดีๆ อ้าว หมื่นเยนนี่หว่า จริงๆแล้วตัวละ 400ก่าๆ ไปเจอเสื้อโค้ตอีกตัว อ้าว50เองหรอ ที่ไหนได้ พ่อล่อซะ 50 US dollars ครับท่าน ไม่อยากคูณเป็นเงินไทยเลยให้ตายสิ เดี๋ยวจะเหงื่อออกในห้องแอร์ซะก่อน ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรออกมาเลย (ก็มันไม่มีตังนี่หว่า) เสร็จแล้วก็นั่งรถกลับมาถึงศิริราชโดยสวัสดิภาพ (ไอ้สวัสดิภาพนี่มันเป็นพาหนะแบบไหนวะเนี่ย)
นึกแล้วก็เหนื่อยใจ วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม เราก็ต้องเปิดเทอมแล้ว คราวนี้จะไปขึ้นวอร์ดรังสีแล้วหล่ะ คงจะอ่านฟิล์มได้คล่องขึ้นซะที (ฟิล์ม เอ็กซเรย์นะ ไม่ใช่ ฟิล์ม รัฐภูมิ นั่น....แป๊กกันเต็มๆเลยเรา) แล้วยังงัยถ้ามีเรื่องอะไรน่าสนใจ หรือในหัวเกิดคิดแต่งเรื่องอะไรได้ ก็จะเอามาลงในสเปซเหมือนเดิมนะ
ปล. อย่าพึ่งตกใจที่เราไปเตะบอล คือยืนเป็นผู้รักษาประตูอยู่เฉยๆน่ะ ไม่ได้ไปวิ่งอะไรกับเค้าหรอก
ปล.2 อ่านแล้วก็เม้นกันด้วยนะครับ อย่าอ่านอย่างเดียวหล่ะ อุตส่าห์เขียนมาตั้งเยอะ
ปล. 3 ข้อความนี้มีเหตุการณ์เสียเวลาเกิดขึ้นกี่ครั้ง ใครทราบแล้วส่งคำตอบมาที่ comment ได้เลย ผู้โชคดีจะได้รับรางวัลพิเศษที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลกนี้ (แล้วกรูจะไปหามาจากไหนหล่ะเนี่ย เฮ่อ -_-") 8月28日 Trip Camp 2006 หายไปเนิ่นนาน อย่าพึ่งคิดว่าไอ้นี่มันไปเกิดเหตุอาเพศอะไรขึ้นหล่ะ พอดีช่วงนี้มันไม่ค่อยว่างอ่ะนะ ไปทำอะไรอยู่น่ะหรอ ก็แบบว่าไปทำอะไรตามหัวใจนิดหน่อยน่ะ (เหะๆๆๆ) ตอนนี้ตัวเราเองก็อยู่ Elective หรือก็คือวิชาเลือก และอันที่เลือกไปก็คือ Medicine สาขาโรคข้อและรูห์มาติก (เข้ากับตัวเองมั่กๆ) ซึ่งจะเรียนรู้เกี่ยวกับโรคของข้อต่อต่างๆรวมทั้งโรคจำพวก Autoimmune เกือบทุกชนิดด้วย (ซึ่งก็เจอจริงๆแค่ไม่กี่โรคหรอก) ซึ่งการเรียนวิชาเลือก น่าจะเป็นช่วงที่ว่างที่สุดของนศพ.ปี4 แล้วหล่ะ จริงๆนะ
เมื่อวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (25-27 สิงหาคม 2549) ได้มีงานต้อนรับน้องใหม่ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเกิดขึ้น ซึ่งกำลังหลักในการทำงานก็คือ น้องๆปี2 นั่นเอง ส่วนปีสูงๆ(หรือแก่ๆ) ก็จะมาคอยเสริมในช่วงเวลาที่น้องๆจัดไว้ให้ ภูมิพัฒน์เองช่วงนี้ก็ว่างๆอยู่ เลยไปเดินๆดูตลอดงานเลย เรียกว่าไปเสนอหน้าอยู่ว่างั้น ก็ไปคอยช่วยตรวจตรา ไปตั้งแต่วันศุกร์ ออกไปกับเหล่าPhoto ทั้งสามอันประกอบไปด้วย ปุ้ง เอก และ แฮม ซึ่งสามารถเรียกรวมกันได้ว่า กลุ่มไตรภาพ (เหอะๆๆ...ดูแปลกๆแฮะ คล้ายๆพิธีกรเกมเศรษฐียังงัยไม่รู้) ไปถึง ไอ้สามตัวนั้นมันก็ไปถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ส่วนตัวเราเองก็คอยดูอยู่รอบๆ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น ว่าแล้วก็เลยไปลองสำรวจกล่องปฐมพยาบาลที่น้องๆขอมา ว่ามีอะไรที่ใช้ได้บ้าง ดูไปดูมา ก็มีน้องเดินเข้ามาหา "พี่คะ...เมื่อกี๊ขี่จักรยานล้มค่ะ" เอ้ามองซ้ายมองขวา เราก็แก่ที่สุดแล้วนี่หว่า เอ้า....ว่าแล้วก็เลยซักประวัติไปคร่าวๆ แล้วก็ตรวจร่างกายนิดหน่อย ซึ่งก็โชคดีที่น้องเค้าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ปวดช้ำตรงบริเวณที่กระแทก ก็เลยให้ยาแก้ปวดไปก็เพียงพอแล้ว หลังจากที่ดูน้องคนนี้เสร็จ "พี่ครับ...น้องหน้ามืดจะเป็นลมครับ" เอ้าอยู่ไหนๆ ว่าแล้วก็เดินไปอีกฝั่งของงาน เพื่อไปดูอาการน้อง ซักประวัติไปมา ก็ได้ความว่าน่าจะน้ำตาลต่ำ ก็เลยใช้ให้น้องปี 2 ไปซื้อน้ำหวานมาให้กิน เพื่อจะได้ช่วยในระยะแรกก่อน ไม่ให้มึน แล้วก็กำชับน้องคนนั้นว่า วันต่อไปพยายามกินข้าวทุกมื้อ ให้เท่าปกติให้ได้ (เพราะน้องเค้ามีไข้ร่วมกับคลื่นไส้อยู่ ก็เลยไม่ยอมกินอะไร) จบวันแรกไปอย่างสวัสดิภาพ แต่ก็อยากตำหนิปี2 นิดนึง(ถ้ามีคนมาได้อ่านนะ) เพราะไม่ค่อยช่วยกันเท่าไหร่เลย ไปยืนล้อมน้องๆแต่ไม่ช่วยกระตุ้นอารมณ์น้องๆให้สนุก มีแต่ไอ้ตัวนำ 4-5 ตัวเท่านั้นแหละ ที่กระตุ้นอยู่ แบบนี้มันไม่ได้หรอกนะ ก็เก็บไปปรับปรุงละกัน
วันเสาร์ เริ่มมาตอนเช้าก็ออกไปกับชมรมบอล อ๊ะๆ อย่าคิดว่าไปเตะบอลเชียวหล่ะ ขาแบบนี้ยังจะให้ไปทำอะไรได้อีก นอกจากยืนเป็นเสาธงตรงที่เตะมุม ก็ไปดูทีมซ้อมน่ะ แบบว่าเป็นคนจัดทีมไปแล้วช่วงนี้ (โทษฐานที่ขาเดี้ยงอยู่) ก็เลยไปดู ดูแล้วก็เซ็งๆ ทำไมมันเล่นรั่วกัยแบบนี้ คงต้องปรับกันอีกเยอะแหละ เสร็จจากตรงนี้ก็เกือบเที่ยงแล้ว ก็ตามไปสมทบกับที่งานรับน้องต่อ ตอนบ่ายจะเป็นซุ้มของชั้นปีต่างๆ แน่นอนว่าเหล่า SI 114 (ปี4ในตอนนี้) ไม่มีพลาดที่จะไปจัดอยู่แล้ว เราก็โดนเพื่อนลากให้ไปช่วย "ไอ้ภูมิ ช่วยกูจัดซุ้มด้วยนะเว่ย" เออ...ได้ๆ พอไปที่ซุ้มเสร็จ "ไอ้ภูมิ นำเลยมึง" อ้าว...เดี๋ยวสิ จะทำอะไรจะเล่นอะไรบอกกันก่อนสิ มาถึงก็ให้นำเลยหรอวะ ก็ฟังสรุปคร่าวๆพอได้ความ แล้วก็เลยเป็นคนนำซุ้มกันซะหยั่งงั้น ก็จะยกเว้นช่วงที่อธิบายเกมและสรุปเกม ที่จะให้คนี่คิดเกมเป็นคนพูด แต่พอเป็นช่วงสันทนาการ(ช่วงที่เหลือทั้งหมด) มันก็กลับมาเป็นหน้าที่เราอีกครั้ง (หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าภูมิพัฒน์เป็นคนนำสันทนาการประจำรุ่นนะฮับ) ก็นำกันไป สันกันไปสนุกสนาน ไอ้เราก็แหกปากกันไป โทรโข่งก็ไม่มีให้ น้ำก็ไม่มีให้ แหกปากจนไม่มีเสียงแล้ว ขอน้ำจากเพื่อน มันชี้ไปที่ก็อกน้ำและสายยาง ขอบใจมากๆครับ พอสี่โมงเราก็ต้องชะแว้บออกไปจากซุ้ม เพื่อไปดูทีมปี1 แข่งฟุตบอล Freshy Games รอบชิงฯ กับคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งย่อว่า SS (Supersports) เราเองก็พยายามช่วยน้องเต็มที่ทั้งนำอบอุ่นร่างกาย ซ้อมเบสิกเล็กน้อยก่อนแข่ง และตะโกนสั่งอยู่ข้างสนามเวลาแข่ง อารมณ์คล้าย Ferguson เลย (ตะโกนอีกแล้วครับท่าน) แต่ก็ต้านทานความแข็งแกร่งไม่ไหวจริงๆ แพ้ไปอย่างน่าเสียดายด้วยสกอร์ 0-1 ได้แค่เหรียญเงิน แต่ก็ต้องถือว่าน้องๆเค้าทำได้ดีที่สุดแล้ว อย่าเสียใจไปเลยน้องเอ้ย.... ตกกลางคืน กิจกรรมรับน้องยังคงไม่หมด ก็ยังคงมีเกมอยู่ โดยเกมนี้จะเล่นกันทั้งคณะพร้อมกัน ไม่มีการแยกเป็นกลุ่มย่อยๆอีก เฮโลมันไปทั้ง 250 คนนั่นแหละ เป็นเกมที่จะสร้างความกดดันให้กับน้องๆ เพื่อให้น้องมีความสมัครสมานสามัคคีกันในรุ่น ซึ่งต้องชมว่าปี2 จัดเกมนี้ได้ดีมาก ขอชมเชย สุดท้ายกว่าจะกลับมาถึงหอก็ เกือบๆตีหนึ่ง ก็เลยรีบอาบน้ำนอน เพาะพรุ่งนี้ยังคงมีต่อ
วันอาทิตย์ แหกขี้ตาตื่นมาได้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แต่ดันไปถึงศาลายาซะสิบโมงกว่าๆ ไปทำไมน่ะหรอ ไม่ใช่งานรับน้องหรอก แต่เป็นงานประกวด stand สันทนาการตะหาก ไอ้เราเองก็เคยเป็นลีดสันเก่า (แต่ตอนนั้นจะพูดแค่ว่าเป็นลีด เหอะๆๆ) ก็เลยไปดูซะหน่อยว่าปีนี้เป็นยังงัย ก็ถือว่าน้องๆทำได้ดีแล้ว เพียงแต่ว่ามันก็ยังมีข้อด้อยอยู่คือ 1. ลีดสันเยอะเกินไป มากันทำไมตั้ง 30 กว่าคนเนี่ย แถมลีดสันยังไม่ต่างอะไรกับการยกstandลงมาเลย มันน่าจะโดดเด่นกว่านี้นะ 2. น้องๆไม่ได้จัดลำดับการแสดงซักเท่าไหร่ เหมือนกับว่าอยากเต้นอะไรก็เต้น ซึ่งจริงๆแล้วนี่คือการโชว์ที่เหมือนกับ stand จริง มันจริงต้องมีการจัดลำดับและตกลงให้เข้าใจกันก่อนแล้ว อันนี้มันออกแนวสันจับฉ่ายอ่ะ หลักๆก็มีเท่านี้หล่ะนะ ที่เหลือก็โอเคแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจ ความร่วมมือร่วมใจ อันนี้ดีมากๆเลย เสร็จแล้วก็มากันที่ศิริราช เพื่อมาชมการแสดงจากชั้นปีต่างๆ ที่เตรียมไว้ให้น้องๆ อยากบอกว่าของปี4 สุดยอดมากๆ ใครได้ดูก็จะเข้าใจ ว่านี่แหละ คือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชการละคร ฮี่ๆๆ จากนั้นก็กินข้าวเย็น ดูสไลด์รวมรูปตลอดงาน แล้วก็บายศรี เสร็จประมาณเกือบๆสี่ทุ่ม เพราะต้องส่งน้องๆกลับไปที่ศาลายา ก็ลงท้ายด้วยความประทับใจแม้ว่าจะเหนื่อย แต่พี่ๆทุกคนก็เต็มใจทำเพื่อน้องๆนะครับ
แถมท้ายด้วยเรื่องผีๆดีกว่า หลายคนคงอยากจะรู้ว่าอยู่ในรพ.ทั้งที มีประสบการณ์กับเรื่องเหล่านี้บ้างมั้ย มา....จะเล่าให้ฟัง เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์จริง ไม่ใช่เรื่องสมมติ และไม่ได้เกิดขึ้นกับเราเองหรอกนะ
ดึกสงัดคืนนึง เวลาประมาณใกล้ๆเที่ยงคืน นักศึกษาแพทย์ 2 คน ประกอบไปด้วย นาย เจน(นามสมมติ) และนายไมค์(นามสมมติ) ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน คืนนั้นทั้งสองคนตัดสินใจที่จะเดินออกไปหาอะไรกินที่หน้ารพ. เพราะอ่านหนังสือจนหิวโซ ขณะที่กำลังเดินออกไปผ่านตึกๆหนึ่ง (ขอไม่เอ่ยนาม) ทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงหนึ่งกระแทกผ่านความเงียบมากระทบเยื่อแก้วหู "ติ๊ก.....ติ๊ก.....ติ๊ก" "เสียงอะไรวะ" เจนถามไมค์ "เสียงสับหมูมั้ง" ไมค์ตอบไปอย่างกวนๆตามสไตล์ของเขา "เชี่ยเอ้ย...กูถามจริงจังดันมาเล่นมุกกลับอีก มึงไม่ได้ยินหรอวะ" เจนตวาดกลับ "เออ....ได้ยินแล้ว เสียงอะไรวะเฮ้ย" ไมค์เริ่มที่จะหวาดกลัว ทั้งสองคนกวาดตามองไปรอบๆ อ้อ...ไม่มีอะไร มันคือเครื่องตอกบัตรนี่เอง เสียงที่ได้ยินก็คือเสียงเข็มนาฬิกามันเดินนั่นแหละ ทั้งสองคนจึงโล่งใจและออกไปหาของกินจนอิ่ม และเดินกลับมาผ่านทางเดิม "ติ๊ก....ติ๊ก....ติ๊ก" เสียงนี้ยังคงมีอยู่ "เออ..ดีเหมือนกัน ออกมาหาอะไรกินตั้งนาน กี่โมงแล้วก็ไม่รู้" เจนพูดขึ้นพร้อมกับหันไปดูนาฬิกาที่เครื่องตอกบัตร "เฮ้ย!!!" เจนอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว "ไอ้โน้ตๆ นาฬิกาแม่งเป็นตัวเลขว่ะ" เจนบอกเพื่อนไปด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "อ้าว..ไอ้นี่ นาฬิกามันก็ต้องมีตัวเลขสิวะ จะได้รู้ว่าเข็มมันไปชี้เลขอะไร ไอ้นี่ยิ่งเรียนหมอยิ่งโง่รึงัยวะ" "ไม่ใช่ๆ มันเป็นแบบดิจิตอลว่ะ ตอนไปกูยังเห็นมันเป็นแบบเข็มอยู่เลย" "เฮ้ย..มึงอย่าล้อเล่นนะเว่ย" ไมค์เริ่มกลัว "กูไม่ได้ล้อเล่น...มึงลองดูเองสิ" สิ้นเสียงเจน ไมค์ก็หันไปดูเครื่องตอกบัตรเครื่องนั้น พลันขนลุกซุ่ขึ้นมาทันที "เฮ่ย จริงด้วยว่ะ แล้วแม่งมีเสียงนาฬิกาเดินได้งัยวะ" ทั้งสองคนในตอนนี้อยู่ในอาการสับสน ใจนึงก็อยากจะรู้ว่าเครื่องตอกบัตรนี้ มันเล่นกลอะไร ถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ แต่อีกใจนึงก็กลัว กลัวว่าจะเจออะไรที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ สุดท้ายทั้งสองคนจึงตัดสินใจที่จะเดินเข้าไป เดินเข้าไปดูเพื่อจะรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร เจนกับไมค์กอดคอกันแน่น ค่อยๆเดินเข้าไปดู และพอไปถึงตรงเครื่องตอกบัตรนั่นเอง ทั้งคู่ถึงกับผงะในสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่ทั้งคู่เห็นก็คือ..................
เครื่องตอกบัตรที่มีทั้งหน้าปัดแบบเข็มและดิจิตอลในเครื่องเดียวกัน 7月31日 หมอเจ็บ !!! เชื่อว่าหลายๆคน คงน่าจะเคยได้ดูหรือแม้แต่ได้ยินชื่อภาพยนต์ไทยเรื่องหนึ่ง ที่ชื่อว่า "หมอเจ็บ" กันมาแล้วไม่มากก็น้อย แน่นอน เห็นขึ้นหัวมาแบบนี้ คงคิดว่าน่าจะมีอะไรที่มันคล้ายๆกับในหนังเรื่องนี้ มาเล่าให้ฟังกันหล่ะสิ อย่าหวัง!!! เพราะเรื่องที่จะเขียน(พิมพ์สิวะ)ต่อไปนี้ คืออีกมุมมองหนึ่ง ที่บางคนอาจจะยังไม่รู้ในการเป็น นักศึกษาแพทย์
อันว่าคำว่า นักศึกษาแพทย์นั้น(หรือย่อว่า นศพ.)หรือ นิสิตแพทย์(ย่อว่า นสพ. โอ้!!! หนังสือพิมพ์ดีๆนี่เอง) ก็คือนิสิตนักศึกษาที่เรียนอยู่ ณ คณะแพทยศาสตร์ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เปิดสอน จัดเป็นกลุ่มชนที่มีความสามารถทางการเรียนสูงในระดับหนึ่ง (ไม่ได้สูงที่สุดหรอก...จากที่เห็นว่าทอปประเทศหลายๆปี ไม่ใช่คณะแพทย์ซะหน่อย) และจัดเป็นสาขาอาชีพวิชาที่ดูเท่ กิ๊บเก๋ยูเรก้า มากๆ อาชีพหนึ่ง เป็นอาชีพที่มีผู้คนเคารพมากมาย(แม้หลังๆจะโดนฟ้องเยอะไปหน่อย) และเป็นอาชีพที่รับประกันความมั่นคงได้เป็นอย่างดี ทำให้ใครๆหลายคนนั้น อยากที่จะเข้ามาเรียน เพื่อที่จะได้มีคำว่า นายแพทย์ หรือ แพทย์หญิง นำหน้าเมื่อจบออกไปแล้ว แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง อาชีพแพทย์หาได้สบายอย่างที่ใครๆคิด กว่าจะมาเป็นหมอนั้น ต้องผ่านการเรียนการฝึกฝนอย่างหนักซะก่อน ซึ่งต้องบอกว่าหนักมากซะด้วยสิ และแน่นอน เมื่อหนักมาก ก็จะทำให้ความเครียดสูงมากขึ้น เป็นการแปรผันตรง และผลจากความเครียดนี่เอง ที่นำไปสู่ภาวะต่างๆมากมาย
หลังจากที่ได้นอนพักอยู่ที่หอผู้ป่วย ตึกท่านผู้หญิงวิจิตรา มาเกือบๆ2สัปดาห์ ทำให้เรามีเวลาได้คิด คิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา และเรื่องที่เกิดขึ้นมาใหม่ และเป็นอีกครั้งที่มันได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่า อาชีพแพทย์นั้นเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงเหลือเกิน จากที่ปีที่แล้ว มีเพื่อนของเราคนนึง (ไอ้เต๋ย น่ะแหละ) เป็นโรควัณโรคเยื่อหุ้มปอด (TB pluritis) จากนั้นก็มีอีกคนนึง เป็นโรคปอดบวม (Pneumonia) และในปีนี้ ก็มีเพื่อนๆอีกหลายคนที่เป็นไข้ ในขณะที่ขึ้นไปปฏิบัติงานบนวอร์ด จนบางคนเป็นหนักมากถึงขนาดเป็น ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) แน่นอน พวกเขาเหล่านี้ล้วนติดเชื้อมาจากบนวอร์ดขณะที่ขึ้นไปปฏิบัติงานทั้งนั้น (ยกเว้นไอ้โรคปอดทั้งสอง ที่ชิงเป็นไปตั้งแต่ยังไม่ขึ้นวอร์ด) ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของอาชีพนี้ แน่นอนเราก็รู้กันอยู่ว่าเราทำงานอยู่กับโรค ผู้ป่วยที่มาหาแพทย์ส่วนใหญ่ล้วนมีโรคทั้งนั้น และกว่า 70% ก็เป็นโรคติดเชื้อนี่แหละ แน่นอนว่าโอกาสที่เชื้อจะมาติดที่แพทย์นั้น ไม่ใช่น้อยทีเดียว เพราะจากการที่เราจะต้องสัมผัสกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด(ที่ไม่ใช่ยาสีฟัน) เพื่อผลการตรวจที่ถูกต้องแม่นยำนั้น นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการจะติดเชื้อจากผู้ป่วยมากขึ้น ยิ่งถ้าแพทย์มีร่างกายที่ไม่แข็งแรงอยู่ในขณะนั้น ไม่ว่าจะจากความเครียด หรือจากการอยู่เวรติดต่อกันจนไม่ได้พักผ่อน (โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งมีแพทย์ไม่เพียงพอต่อความต้องการ) ก็ยิ่งทำให้โอกาสที่จะติดเชื้อมากขึ้นไปอีก
ที่ร่ายมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการจะตัดกำลังใจคนที่คิดจะเข้าแพทย์ หรือคนที่กำลังเรียนแพทย์อยู่แล้วเข้ามาอ่านหรอกนะ แต่อยากจะบอกเอาไว้ให้รู้ว่า อาชีพแพทย์นั้น มันก็มีสองด้านเหมือนกับอาชีพอื่นๆเหมือนกัน ดังนั้นใครที่คิดจะเข้าแพทย์ก็ขอให้รู้ไว้ว่าเราจะต้องเจออะไรบ้างในความเป็นจริง และนี่คือสิ่งที่เราจะต้องเจอตลอดไปในฐานะความเป็นแพทย์ นั่นทำให้เรายิ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาพจิตที่ดี และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น ใครที่ไม่ค่อยจะได้ออกกำลังกาย ขอให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอนะครับ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ก็ยังดี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของตัวเอง ที่ต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถหาซื้อมาได้หรอก ถ้าเราไม่ลงมือทำด้วยสองมือและสองเท้าของเราเอง
ปล.เพื่อนๆที่เข้ามาอ่านก็อย่าเครียดไปนะ แล้วก็ออกกำลังกายเยอะๆด้วย จะได้ไม่ป่วยกัน คงไม่ดีหรอก ถ้าต้องไปเยี่ยมกันอยู่บ่อยๆน่ะ จริงมั้ย
ปล.2 แต่ที่เราเจ็บมันไม่ได้มาจากการที่ร่างกายอ่อนแอนะ มันก็แค่อุบัติเหตุทางการกีฬาเท่านั้นเอง (อดเล่นบอลไปเกือบปีเลยเรา T_T)
ปล.3 ใครที่สำลักกับความมีสาระในคราวนี้ ก็ขออภัยด้วย ช่วยไม่ได้ ก็คนมันมีสาระนี่หว่า...เอาน่า นานๆที 7月13日 ผ่าตัดเข่า โผล่มาคราวนี้ถือเป็นวาระพิเศษ เป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติเลยก็ว่าได้ (ขนาดนั้นน่ะ) ที่มาอัพเร็วแบบนี้ แสดงว่าต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ ใช่เลย เรื่องของเรื่องก็คือ ในวันอังคารที่ 18 ก.ค. 2549 ภูมิพัฒน์จะต้องไปผ่าเข่าแล้วคร้าบบบบ
เซ็งจริงๆเลย จากนี้ก็จะอดเล่นบอลไปอีกนานเลย ความหวังที่จะไปป้องกันแชมป์ฟุตบอล 13 เข็มปีนี้ ก็ต้องพับลงไปก่อน แล้วเป้าตั้ง เอ้ย!!! ตั้งเป้าเรียกความฟิต เพื่อจะกลับมาไล่ล่าตำแหน่งแชมป์ 13 เข็ม ในอีกปีแทน ซึ่งตอนนั้นเราก็จะอยู่ปี5แล้ว เป็นคนจัดทีมเอง ยังงัยก็ได้ลงวะ หึหึหึ (จริงๆปีนี้ก็จะได้เป็นตัวจริงชัวร์ๆแล้ว แต่ดันดวงแตก มาเจ็บซะก่อนนี่สิ)
หลังจากผ่าแล้วเราก็ต้องนอนรพ.ไปอีกอาทิดนึงเต็มๆ มันต้องเบื่อแบบสุดๆแน่นอนเลย กับการต้องนอนอยู่นิ่ง ไปไหนก็ไม่ได้ คงต้องอาศัย notebook กับ หนังสือเรียนเป็นเพื่อนแก้เบื่อแล้วหล่ะ งานนี้ภูมิพัฒน์คงจะได้concซะทีแฮะ ใครจะว่างมาเยี่ยมก็มาได้นะครับ จะอยู่ที่ตึกท่านผู้หญิงวิจิตราน่ะ ใครมาไม่ถูก ถามทางจากยามเอาก็ได้นะ อยากจะมากระหน่ำซ้ำเติมใดๆเชิญได้ตามสบายเลย เพราะคงไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะฉนั้นแล้วหลังจากวันที่ 18 เป็นต้นไป ก็คงจะไม่เจอภูมิพัฒน์ออนไลน์นะครับ อย่าแปลกใจว่าไปconcแตกอยู่แถวไหน เพราะคงทำไม่ได้หรอก ไม่ต้องห่วง แต่จากนั้นอาทิดนึง I'll be back
ปล. พึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าวันที่ 18 มันวันเกิดน้องรหัสนี่หว่า โทดทีนะ....ว่าจะเลี้ยงเลยอดเลย ไว้โอกาสหน้าตอนขาพี่หายก่อนละกันนะ รับรองจะกลับมาเลี้ยงแน่ๆ
7月4日 Life after medicine ว่างอ่ะ...........ไม่คิดเลยว่ามันจะว่างได้ขนาดนี้ ตอนนี้ข้าน้อยนาย ภูมิพัฒน์ ก็ได้ผ่านวอร์ดอายุรศาสตร์มาจนครบ 6 สัปดาห์แล้ว ขณะที่เขียน space นี้อยู่(จริงๆต้องบอกว่าพิมพ์สินะ..ถึงจะถูก) ก็กำลังอยู่วอร์ดกุมารเวชศาสตร์อยู่ครับผม
อยากบอกว่าแค่ขึ้นวอร์ดเด็กได้แค่สองวัน ก็รู้ซึ้งถึงความว่างที่ต่างกันอย่างมากมายกับช่วงที่ยังอยู่เมดจริงๆ เหมือนกับว่าตอนอยู่เมดเนี่ย มันได้สูบเอาเวลาของเราไปหมดเลย เวลาว่างแทบจะไม่มี ต้องมีงานอะไรทำตลอด กลับลงมาจากวอร์ดไม่เคยทันพระอาทิตย์ตกดินเลยซักวัน แต่ก็นี่หล่ะนะ ชีวิตความเป็นแพทย์ มันจะต้องอดทน อดทน อดทน อดทน (เอ้าๆ...จะอู้อีกนานมั้ย เล่นซ้ำคำเดิมอยู่ได้ ปุ่มAlt+V ค้างรึงัย)
อาทิตย์สุดท้ายก่อนลงเมดเนี่ย เป็นอะไรที่ทิ้งทวนได้ถึงกึ๋นจริงๆ เริ่มจากการอยู่เวร 4 วันติดต่อกัน สร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเอง เรียกว่าตอนนั้น เพลียมากๆเลย อยู่เวรก็ต้องถึงเที่ยงคืน (มีวันแรกที่ถึงหกโมง) พอมาวันพุธ(เป็นวันที่4ติดต่อกัน) ก็เลยตัดสินใจนอนค้างบนวอร์ดเลยดีกว่า เพราะว่าปี5ไม่อยู่ด้วย (เนื่องจากพรุ่งนี้จะสอบ ปี4เลยอยู่แทนให้) ไอ้เราก็ไม่อยากจะให้พี่externอยู่วอร์ดแค่คนเดียว ก็เลยตัดสินใจกับเพื่อนอยู่มันทั้งคืนเหมือนเป็นปี5ไปเลย จะได้นั่งอ่านหนังสือบนนั้นเย็นๆด้วย ที่ไหนได้ การอยู่เวรทิ้งทวนนั้น มันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้นัก พอซักสามทุ่มกว่าๆ ก็มีเคสใหม่เข้ามา เราก็ไปรับกับพี่ๆ ซักประวัติกับตรวจร่างกายไปพอสังเขป กินเวลาประมาณ 40 นาทีได้ ก็มีเตียงนึงอาการไม่ดีขึ้นมา ก็ไปช่วยกันวุ่นวายๆ ซักพัก อีกซักชม.ครึ่งต่อมา (โดยที่เตียงนั้นก็ยังอาการไม่ดีอยู่) อีกเตียงก็เริ่มอาการไม่ดีขึ้นมาอีก เอาล่ะเว่ย....double hits กันเลยทีเดียว ยังๆๆ มันยังไม่หมดแค่นั้น จากนั้นอีกครึ่งชม.ได้ อีกเตียงก็อาการไม่ดีขึ้นมาอีก โดนไปเต็มๆครับกับ 3 Hits combo กว่าจะทำให้ทุกอย่างเข้าที่ได้ ปาเข้าไปตีสามกว่าๆ พี่extern ก็เริ่มเหนื่อยล้า เลยขอตัวไปนอนก่อน ไอ้เรากะเพื่อนก็นั่งติวหนังสือกันต่อ เพราะต้องไปเจาะวัดระดับน้ำตาลเตียงนึงอยู่ทุกๆชม. พอมาได้ถึงตีสี่กว่าๆ ไม่ไหวแล้ว....กอปรกับพึ่งจะนึกขึ้นได้ว่า วันต่อมาต้องสอบซักประวัติกับตรวจร่างกายนี่หว่า เลยบอกเพื่อนว่าขอไปนอนก่อน ก็ได้นอนไปตอนตีสี่ครึ่ง ตื่นขึ้นมาหกโมง เพราะต้องมาเจาะวัดน้ำตาลของคนไข้ในสายก่อน เสร็จแล้วก็ตามผลแลบ จนถึงเจ็ดโมง ถึงจะได้ไปอาบน้ำที่หอ แล้วก็กลับขึ้นมาราวด์วอร์ดต่อ
ก็ผ่านไปๆจนสอบ ก็พอเอาตัวรอดไปได้ ตอนบ่ายอาจารย์นัด discuss รายงานก็พอถูไถ ยังไม่โดนเชือดอะไรมาก แล้วก็เลยลงวอร์ดมา วันนี้เป็นวันแรกเลยที่ลงวอร์ดมาก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน ดีใจมั่กๆ ก็เลยรีบเปลี่ยนชุด แล้วก็ลงมาเตะบอล เล่นตั้งแต่หกโมงกว่าๆ จนกระทั่งตอนประมาณทุ่มครึ่ง ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ จังหวะนั้นเรากำลังจะเข้าไปยิงประตู ก็ง้างเท้าซ้ายเตรียมยิงเต็มข้อ ก็โดนพี่resident ที่จะเข้ามาสกัด เตะกวาดข้อเท้าจนล้มไป และจังหวะที่ล้มนั้นเองที่ลงพื้นผิดจังหวะ เข่าพลิกสิครับท่าน พอยืนขึ้นเท่านั้นแหละ โอ้ย!!!!! ลงน้ำหนักขาซ้ายไม่ได้เลย(ข้างที่พลิก) เลยต้องกระเผลกขาเดียวออกมา สุดท้ายก็ไปตรวจที่ตึกอุบัติเหตุ พี่residentที่อยู่เวรบอกว่าเป็น MCL spread (เอ็นข้างหัวเข่าฉีก) เลยให้ใส่เฝือกในแบบที่เรียกว่า Jones ซึ่งจัดเป็นเฝือกที่มีขนาดใหญ่มาก พอกลับมาทุกคนที่เห็นต่างร้องทักเหมือนกันหมดว่า ไปทำอะไรมา...ขาบวมได้ขนาดนี้ บางคนก็หาว่าเป็นโรคเท้าช้างบ้าง ก็ต่างๆนาๆกันไป แต่ก็นะ.....มันใหญ่จริงๆนี่หว่า เลยกลายเป็นขาหมูไปเลย
พอวันศุกร์(วันต่อมา) ก็ต้องไปสอบ osce ของเมด ก็เลยใช้ไม้เท้ากระดึ๊บๆไปสอบ พอจะไปสอบก็โดนอาจารย์ที่ประจำข้อนั้นถามกันทุกคนเลยว่า ไปทำอะไรมารึ เอ้า....ถามมาไม่ตอบก็ไม่ได้ เลยต้องเสียเวลาตอบอาจารย์ไปอีก หมดไปแล้ว 45 วิ. เวลาก็ให้แค่ข้อละ 4 นาทีเอง เวรกรรมจริง -_-" แต่ก็นะ....แสดงว่าอาจารย์เค้าก็ห่วงใยนศพ.อยู่เสมอเนอะ พอวันเสาร์(ก็ยังเป็นขาหมูอยู่) ตอนแรกลังเลใจ ว่าจะไปศาลายาดีมั้ย แต่สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจที่จะไป เพราะได้บอกกับใครบางคนไว้แล้วว่าจะไป เราก็ควรจะรักษาคำพูด ก็เลยกระดึ๊บขึ้นtaxi ไปกับไอ้พวกphoto ไปถึงก็ไม่ผิดหวัง stand ของ SI ทำได้ดีมากๆ น้องๆเค้าตั้งใจทำจริงๆ มีอุปกรณ์ประกอบมากมาย ไม่ว่าจะฉากหรืออุปกรณ์ระหว่างเพลง แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมที่ดี ไม่เหมือนกับปีเรา ที่แค่ซ้อม2ที แล้วก็ไปประกวดstandเลย รั่วมากๆตอนนั้น แถมลีดปีนี้ก็เต้นได้ดี ถือว่าซ้อมมาได้ดี จังหวะอะไรดูค่อนข้างลงตัว ประทับใจมากๆ ถือว่าคุ้มที่กระดึ๊บมาดู แต่ก็ดูแค่ stand ของ SI เท่านั้นแหละ (เพราะเหตุผลที่ว่าไปแล้ว) เราก็เลยกลับมา
วันนี้ พึ่งจะไปตรวจเข่ามาสดๆร้อนๆ เมื่อตอนสายๆ คราวนี้มีทั้ง อาจารย์และพี่resident(คนเดิมที่เคยตรวจให้) มาตรวจ ซึ่งเราก็แอบเอาเฝือกขาหมูออกเองตั้งแต่วันอาทิตย์แล้วหล่ะ มันก็เดินได้อ่ะ...ไม่ได้เจ็บอะไรแล้ว แต่พออาจารย์มาตรวจปรากดว่า ภูมิพัฒน์เป็น ACL injury ซะงั้นอ่ะ (ACL = Anterior Cruciate Ligament คือเส้นเอ็นข้างในหัวเข่าน่ะ) แล้วงัยหล่ะ อาจารย์ก็บอกมาว่าถ้าคิดจะเล่นกีฬาที่ใช้ขาหนักๆ อย่าง บอล บาส แบต อะไรพวกเนี้ยอีก ก็ต้องผ่า แต่ถ้าไม่ก็ไม่ต้องผ่า หลังจากใช้เวลาคิดตัดสินใจอยู่ 1.234 วินาที ก็เลยตอบไปว่า....ผ่าครับ ก็เลยนัดไว้คร่าวๆว่าจะผ่าตอนต้นเดือนมีนา เพราะตอนนั้นจะได้หยุดปิดเทอมไปเดือนนึง ซึ่งเพียงพอต่อการพักฟื้น แต่ก็ยังไม่แน่ เพราะเรายังต้องรอผลการ scan เข่าด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ก่อนว่ากระดูกอ่อนตรงหัวเข่าเสียหายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้ามากก็คงจะรอจนถึงมีนาไม่ไหว อาจจะต้องผ่าในเร็วๆนี้เลย เฮ่อ......โชคร้ายจริงๆเลยเรา ตอนนี้จะไปเตะบอลก็ไม่ได้ อึดอัดชะมัดเลย ว่าแต่เขียนมาจนถึงตอนนี้มันตรงกับชื่อเรื่องที่ตั้งไว้มั้ยเนี่ย ช่างมัน......ถ้าไม่ตรงก็ขี้เกียจจะเปลี่ยนแล้วหล่ะ เอาเท่านี้ก่อนละกัน
ปล.สำหรับคนที่รออ่านตอนที่2 ของแพทย์ศึกษา...ฮาสุดขีด ก็รอไปก่อนนะครับ อย่าพึ่งลืมกันไปซะก่อนหล่ะ 6月15日 แพทย์ศึกษา...ฮาสุดขีด ตอนที่1 ปีที่1...ศาลายา ก็เฮฮา บ้าๆบวมๆ ไปในblogที่แล้วกับรายงานผู้ป่วยแรกรับ ในแบบฉบับบ้าๆบอๆ มั่วนิ่มมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการแพทย์ซะงั้น (ทั้งๆที่มันไม่เกี่ยวซักกะนิด) มาคราวนี้ก็เลยเกิดความคิดฟุ้งซ่าน(ระหว่างอยู่เมด) มาเขียนสเปซอีกครั้งหนึ่ง
มาคราวนี้ก็ตั้งใจจะพยายามรวบรวมความทรงจำฮาๆ ที่เคยประสบพบมาทั้งหมดตั้งแต่เข้ามาเรียนในศิริราช ว่ามันมีเรื่องอะไรเปิ่นๆ ฮาๆ บ้าๆ บวมๆ ของนศพ.กันบ้าง ก็จะแบ่งเป็นตอนๆละกันนะ จะได้ไม่ยืดยาวจนเกินไป ไม่งั้นได้สร้างสถิติ blog ที่ยาวที่สุดแหงๆเลยแฮะ
เริ่มมาปีแรก ปี1 เป็น freshy น้องใหม่ของมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเพื่อมวลชน ปีแรกก็อย่างที่รู้ๆกัน เราก็ต้องไปเรียนกันที่ ศาลายา ไอ้ตอนแรกที่รู้ว่าติดศิริราช ก็ดีใจมากมาย แบบว่ากะลังตีแบตกับเพื่อนๆอยู่ที่ยิมจุฬา แม่ก็โทร.มาบอกว่าไปดูรายชื่อมาแล้วนะ ภูมิติดศิริราชแล้วหล่ะ โอ้โฮ........ตีแบตไปมีความสุขไป แต่คนที่ดูจะมีความสุขกว่าก็คือ ย่าของเราเอง เพราะว่าพอย่าของเรารู้เท่านั้นแหละ ย่าก็ดีใจมาก แล้วก็จัดการโทร.ไปโพนทะนาบอกกล่าวผู้คนมากมาย ว่าหลานชั้นติดหมอแล้ว....หมอศิริราชด้วย เรียกว่าโทร.กันแทบทั้งวันเลยมั้ง แถมมีแถมท้ายกับคนที่โทร.ไม่ทัน ด้วยการมีบริการพิเศษ โทร.ในวันต่อๆมาไปอีกเกือบอาทิดได้ ช่วงนั้นก็จะแบบว่า อิ่มหมีพีมันสุดขีด ได้กินอาหารแบบว่ามากมาย ทำกันทีนึกว่ากินกัน 10 คน ทั้งๆที่ก็กินกันอยู่ไม่เกิน 6 คน
เข้ามาแล้วก็เรียนๆไป จนเจอการสอบ ซึ่งการสอบก็จะมีทั้งแลบและทฤษฎี โดยส่วนของแลบนั้น ก็จะมีรูปแบบการสอบที่ไม่เคยเจอสมัยยังเป็นนร.อยู่ นั่นก็คือแลบกริ๊ง แลบกริ๊งเป็นยังงัย มันคือการสอบแลบที่จะมีโจทย์ตั้งอยู่ตรงหน้า แล้วกำหนดเวลาให้เราทำ เมื่อหมดเวลาแล้ว จะมีเสียงกริ่งนรกดังขึ้น กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง เมื่อกริ่งดังเราก็ต้องลุกขึ้นแล้วเดินไปยังข้อต่อไป เริ่มต้นทำข้อต่อไป พอกริ่งดังอีกที ก็ลุกเดินไปข้อต่อไป วนไปเรื่อยๆ จนครบทุกข้อ นี่จึงเป็นรูปแบบการสอบที่ค่อนข้างจะกดดันมาก เพราะเวลาที่ให้ทำในแต่ละข้อนั้นมันไม่เยอะเลย แถมพอผ่านไปแล้วเอาโจทย์ไปไม่ได้ด้วย นั่นจึงทำให้นศพ.คนหนึ่งเกร็งกับการสอบมาก เมื่อเธอเดินวนมาถึงข้อๆนึง ซึ่งมีกล้องจุลทรรศน์ตั้งอยู่ ด้วยความที่เธอกลัวจะทำไม่ทัน จึงรีบไปดูกล้องทันที เมื่อดูๆไป เอ๊ะ....ไหงมันถึงมืดหว่า อาจารย์ตั้งผิดแหงๆ ว่าแล้วก็รีบยกมือบอกอาจารย์ไป อาจารย์ก็เดินมาหาถามว่ามีปัญหาอะไร เธอก็บอกไปว่ากล้องเสียรึป่าวคะ....หนูส่องไปไม่เห็นมีอะไรเลย อาจารย์จึงมองดูโจทย์ว่าแล้วก็ตบหัวนศพ.หญิงคนนี้เบาๆแบบนางงามรักเด็กไป 1 ฉาดพร้อมกับบอกว่า ทีหลังอ่านคำถามก่อนนะ เธอจึงอ่านคำถามที่แปะอยู่บนโต๊ะข้างๆกล้อง ซึ่งมีเนื้อความว่า "จงบอกส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ที่แปะลูกศรไว้" กรรมจริงๆ......
พูดถึงการเรียนกันบ้าง การเรียนก็จะมี 2 แบบเช่นกัน คือมีภาคบรรยาย และภาคปฏิบัติ สำหรับการเรียนภาคบรรยายนั้น ก็จะมีอาจารย์มาบรรยาย ซึ่งรูปแบบการสอนและบุคลิกของอาจารย์แต่ละท่านก็จะแตกต่างกันไป ก็มีอาจารย์ท่านนึง เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ เค้าจะมีบุคลิกที่ค่อนข้างจะระเบียบจัด และดุพอสมควร เวลามีคนเข้าสายที ก็จะโดนเค้าเรียกให้หยุดอยู่หน้าห้อง และมองตั้งแต่หัวจรดเท้า เพื่อหาเรื่องดุ(เพิ่มไปจากการมาสาย) จึงเป็นชม.ที่ไม่มีใครอยากจะเข้าสายเลย แต่แล้ววันนึงเคราะห์มาถึงถมึงถึงมา.... วันนั้นเรียนฟิสิกส์เป็นชม.แรก แต่!!! ภูมิพัฒน์ตื่นสายครับ เดชะบุญ เมทที่เคารพมันก็ตื่นสายเช่นกัน(สายกว่าด้วย) จึงรีบตะบึงไปยังห้องบรรยายกันทั้งสองคน เมื่อไปถึงหน้าห้อง ก็มายืนตกลงกันว่าจะเอางัยดี เนื่องจากห้องบรรยายนี้ มีประตูเข้าสองข้าง เราก็เลยตกลงว่าเข้ามันคนละฝั่งกันนี่แหละ ว่าแล้วก็แยกย้ายกันไปคนละฝั่ง แล้วนับ 1-2-3 เสียงประตูสองข้างก็เปิดขึ้นพร้อมกันดัง ปึ้ง!!!! อาจารย์ยืนมองด้วยความงงเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะด่าใครก่อนดี ได้แต่ยืนเหลอหลามองซ้ายทีขวาทีอยู่ 2-3 รอบ ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาเพียงพอที่จะทำให้เราและเมทเรา แอบแวบเข้าไปนั่งได้สำเร็จโดยที่ไม่โดนด่าเลยซักน้อย มีแต่เสียงหัวเราะของเพื่อนๆในห้องบรรยายที่ขำกับท่าทางของอาจารย์ (จริงๆแล้วอาจารย์ท่านนี้เค้าก็นิสัยดีแหละ......เป็นอาจารย์ที่น่ารักของเหล่า SI เสมอ)
รู้สึกว่าเริ่มจะยาวเล็กน้อยแล้วแฮะ พึ่งจะเล่าไปได้ไม่กี่เรื่องเองแฮะ....เอาไว้ถ้ามีเวลาและถึงเวลา(หรือเมื่อหัวแล่นๆ) ตอนที่ 2 จะกลับมาพบกับทุกๆคนนะครับ
ปล. เช่นเดิมๆอ่านแล้วก็ช่วยเม้นด้วยนะครับ....จะได้เป็นกำลังใจให้เขียนต่อๆไปได้หลายๆตอนน่ะ
ปล.2 หากมีวันนึงมีเด็กม.ปลายมาถามคุณว่า "พี่ครับ.....ผมอยากเรียนหมอ แต่ไม่อยากเข้าแพทย์ จะทำยังงัยดีครับ" คุณจะทำยังงัย
6月8日 รายงานผู้ป่วยแรกรับ....ฉบับขำๆHN : 46-001169 AN : 49-001150 แพทย์เจ้าของไข้ : คณะแพทย์ที่เชื่อถือได้
ประวัติต่อไปนี้ได้จากผู้ป่วย เพื่อนผู้ป่วย และเวชระเบียนผู้ป่วยนอก เชื่อถือได้ม้ากมาก
ผู้ป่วยชายไทยโสด อายุ 21 ปี อาชีพ นศพ.
อาการสำคัญ : ซึม อยู่ตัวคนเดียวมา 21 ปี
ประวัติปัจจุบัน : 10 ปีก่อนผู้ป่วยเริ่มสังเกตเห็นเพื่อนๆอยู่กันเป็นคู่ เกิดอารมณ์เปลี่ยว ซึมลง ท้อแท้ ไม่ได้รับการรักษาใดๆ ผู้ป่วยบรรเทาอาการดังกล่าวด้วยวิธีการหาใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
5 ปีก่อน พบหญิงสาวต้องตาต้องใจ จึงไปตามจีบ แต่เค้าไม่รับรักด้วย จึงเกิดอาการปวดบริเวณหัวใจ เป็นการปวดแบบแปล๊บๆ ร้าวไปทั่วทั้งตัว ปวดแต่ละทีกินเวลานาน 2-3 ชม. อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อไปพบเห็นหญิงสาวคนนั้นอยู่กับผู้ชายคนอื่น หรือเมื่อฟังเพลงที่มีเนื้อหาโดนๆ อาการเป็นมากจนต้องหยุดทำกิจกรรมต่างๆในขณะนั้น อาการจะดีขึ้นเมื่อมีเพื่อนๆมาช่วยปลอบ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น broken heart disease จึงให้การรักษาด้วย FHM ไป 7 U จากนั้นผู้ป่วยมีอาการหื่นขึ้นตามตัว แพทย์จึงให้หยุดยา และได้ให้ยาขนานใหม่เป็น Life on Campus eye form 10 U q 2 hr. อาการดังกล่าวจึงหายไป
3 ปีก่อน พบว่าเหลือแต่ตัวเองที่อยู่คนเดียว เพื่อนๆมีแฟนกันหมดแล้ว จึงรู้สึกหดหู่ และแน่นหน้าอก เหมือนกับมีความเหงามากดทับอยู่ในใจ ทำให้นอนราบไม่ได้ ต้องนอนตะแคงและกอดหมอนข้างจึงมีอาการดีขึ้น ไปพบแพทย์หญิงที่ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่งย่านสาธร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ป่วยรู้สึกว่าดีขึ้น จึงไปพบแพทย์ทุกสัปดาห์ แพทย์จึงได้ซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด จึงพบว่าเกิดอาการตกหลุมรักขึ้นมา แต่เนื่องจากเป็นการตกหลุมรักข้างเดียว แพทย์สาวจึงตัดสินใจ refer มาให้ที่รพ.ศูนย์ บริเวณศาลายา แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ไม่รับเข้ารักษา เนื่องจากลงความเห็นว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง จึงได้จัดแยกไปอยู่ที่รพ.อีกแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนฯ ได้รับการรักษาโดย KACE (Kinetic Angiotensinogen Complex with Erythropoietin) daydreaming form 10 U q 4 hr. อาการดีขึ้นตามลำดับ
1 ปีก่อน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดื้อยา KACE จึงไปพบแพทย์ที่ศาลายาอีกครั้ง ได้รับยาขนานใหม่ เป็น RM (Ramidil) 150 mg 2 tab oral td pc จึงเริ่มมีอาการดีขึ้น
1 เดือนก่อน ซึมเศร้า ชอบส่งเสียงดัง และถอนหายใจยาวประมาณ 5 วินาทีต่อครั้ง ไม่มีอาการหอบเหนื่อย แต่ผู้ป่วยให้ประวัติว่ามีอาการท้อแท้ สิ้นหวัง มี suicidal idea
3 สัปดาห์ก่อน ผู้ป่วยได้เริ่มขึ้นไปทำงานบนตึกสูงริมแม่น้ำ เกิดกลุ่มอาการ NM (ngian med syndrome) โดยกลุ่มอาการ NM มี criteria ดังนี้ (มีอาการตาม criteria 3 ข้อขึ้นไป ให้การวินิจฉัยว่าเป็น NM) 1. มีความเป็นผู้ทรงความรู้อยู่ในตัว 2. อาการเป็นยาวนานตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงคืน 3. อาการเป็นต่อเนื่องทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ 4. ผู้ป่วยมีความกระหายที่จะทำทุกอย่าง 5.ผู้ป่วยมีอาการเหงาใจ ซึ่งอาการของผู้ป่วยมี criteria ครบทุกข้อ จึงวินิจฉัยได้ว่าเป็นกลุ่มอาการ NM โดยคาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจาก ผู้ป่วยไม่ได้ไปพบแพทย์ จึงมีการ turn ของโรคกลายเป็น โรค Lonely Midical Student (LMS) ทำ clinical staging ได้ stage IV จึงได้มาปรึกษาแพทย์เถื่อน ซึ่งมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่าง แพทย์ได้ให้ยา steroid เพื่อกดอาการไว้ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทำงานได้ตามปกติ
1 สัปดาห์ก่อน ผู้ป่วยอาการแย่ลง จึงไปพบแพทย์ที่ศาลายาอีกครั้ง ระหว่างเดินทาง เกิด BP drop จึงนำตัวส่งกลับที่รพ.ย่านฝั่งธน admit อยู่ที่ ห้อง 1004 คณะแพทย์ประกอบด้วย แพทย์เถื่อน, Gynaecologist และ อายุรแพทย์อีกท่านหนึ่ง ได้ให้การวินิจฉัยว่าเป็น Recurrent lonely Medical student initial stage IV with cardiac metastasis
ประวัติอดีต : ผู้ป่วยแข็งแรงดีมาตลอด ไม่เคยป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่มีแฟนเป็นของตัวเอง
ประวัติส่วนตัว : ปฏิเสธประวัติการมีเพศสัมพันธ์
ประวัติสังคม : ปฏิเสธประวัติการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และเที่ยวผับ !!!
Physical Examination vital sign : T 37.2 ํC P 72/min(146/min with cute girl) BP 110/70 mmHg RR 16/min General Appearance : 21 yr. old thai male, sthenic built, looked depress, not pale, no jaundice, no edema, mildly drowsiness CVS : PMI at 5th ICS MCL no heaving no thrill normal S1,S2 pansystolic murmur Respiratory : trachea in midline, dullness on purcussion at BLL, fine crepitaion at BLL Abdomen : soft, no tenderness, spleen just palpable 5 FB below left costal margin, decreased bowel sound, palpable mass at suprapubic region diameter 4 cm firm consistency fixed GU : Purulent urethral discharge Rectal exam : appreciate when the finger inside Nervous system : WNL Musculoskeletal system : WNL Lymphatic system : Lt. suplaclavicular node 2 cm firm consistency movable
Laboratory Finding 1. CXR : hypotrophy heart with mass look like someone's face in left ventricle, pulmonary edema at BLL 2. microbiology lab (purulent) : gram's stain : lot of intracellular gram negative diplococci culture : many colony of Neisseria gonorrheae
Final Diagnosis Recurrent lonely Medical student initial stage IV with cardiac metastasis
Management 1. bl. for CBC, e'lyte, cardiac enzyme, tumor marker (CA 150) 2. MRI chest and upper abdomen 3. Ramidil 600mg (1:3) iv stat
ปล. รายงานชิ้นนี้ เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งทั้งสิ้น มิได้เจตนาพาดพิงหรือเอ่ยถึงใครอย่างเด็ดขาด ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย อย่าคิดอะไรมาก ปล.2 ไม่เข้าใจตรงไหนหลังไมค์ได้เลยครับ 6月5日 อิ่มมากกกกกกก โอย...........อิ่มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้กินอิ่มขนาดนี้มานานมากๆแล้วนะเนี่ย ทำไมน่ะหรอ ก็วันนี้ไปกินเลี้ยงวันเกิดมายังงัยหล่ะ แล้ววันเกิดใครน่ะหรอ แน่น้อนนนนนนน วันเกิดของ ภูมิพัฒน์ น่ะสิ งานนี้คงต้องขอบคุณเพื่อนที่เคารพทั้งหลายอีกครั้ง ที่อุดส่าให้เรากินฟรี เราก็เลยตอบแทนด้วยการกินเสร็จเป็นคนสุดท้ายซะเลย แหะๆๆๆๆ ที่กินไปก็ไม่มีอะไรมากหรอก พอดีช่วงนี้เป็นเทศกาลปูมั้ง ก็เลยได้กิน ปูออสเตรเลียผัดผงกะหรี่ แล้วก็ ปูอแลสการาดสปาเกตตีไวท์ซอส นอกนั้นก็กิน ปลาดิบ ข้าวปั้น ข้าวปั้นชุบแป้งทอด ไก่ทอด ปลาชุบแป้งทอด ปลาไข่ชุบแป้งทอด สเต๊กปลาแซลมอน สเต๊กปลาซาบะ สเต๊กปลานิลทะเล สเต๊กหมู ไก่ย่างเกาหลี ผักกาดแก้วราดน้ำมันหอย ผักขมอบชีส เกี๊ยวซ่า ทาโกะยากิ กุ้งเทมปุระ ยำสาหร่ายทะเล ฯลฯ ส่วนน้ำก็กินไปนิดหน่อย แค่ 4 แก้วเอง(ใครเคยไปจะรู้ว่าแก้วมันใหญ่นะ) ตบท้ายด้วยของหวานเป็น ไอติมชาเขียว เยลลี่ และ ฟรุตสลัด ซึ่งก็ทำให้เราโคตรอิ่มเลยโว้ย ตอนเดินมาขึ้นรถนี่อย่างอืดอ่ะ นั่งกินกันไปยังไม่เต็มเวลาเลย มันหมดเวลาตอน 21.35 แต่ดันออกกันไปตั้งแต่ 21.10 น่าจะนั่งให้คุ้มกว่านี้กันหน่อยนะ
ก็ได้ขึ้นวอร์ดมาพักใหญ่ๆแล้ว ซึ่งวอร์ดแรกที่เราไปอยู่ก็คือ วอร์ดเมด หรือวอร์ดอายุรศาสตร์นั่นเอง ถือเป็นภาควิชาที่กว้างมาก มีเนื้อหาให้อ่านดั่งมหาสมุทร และที่สำคัญ มันไม่ค่อยจะมีเวลาได้อ่านด้วยน่ะสิ เพราะว่า ward work (หรืองานบนวอร์ด) เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เดี๋ยวก็ต้องไปเจาะน้ำตาล ไปเจาะhematocrit ไปใส่ท่อให้อาหาร ทำแผล เจาะเลือดแดง วัดขา ซักประวัติและตรวจร่างกายผู้ป่วยแรกรับ แถมยังต้องเขียนรายงานผู้ป่วยที่เรารับอีกด้วย ยังมีแลบต้องทำอีกไม่ว่าย้อม Gram's stain เพื่อดูแบคทีเรีย ดูปัสสาวะเพื่อหา sediment ย้อม AFB เพื่อดูเชื้อวัณโรค แหม่......งานมันช่างเยอะดีจริงๆเลย แล้วการขึ้นมาวอร์ดนี้ ทำให้คำพูดที่เราเคยได้ยินมาว่า "ไม่มีนศพ.คนไหน ไม่เคยเจอผู้ป่วยที่ดูแลอยู่เสียชีวิต" มันเป็นจริงอย่างที่ได้ยินเลย เพราะแค่วันแรกที่ขึ้นวอร์ดไป เราก็ต้องไป CPR แล้วอ่ะ แต่จะว่าไปแล้ว มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลย ถ้ามีน้องๆมาอ่านนะ ขอบอกว่า เราจะได้เริ่มรู้จักกับความเป็นแพทย์จริงๆ ก็คราวนี้แหละ รู้ซึ้งเลย.....ว่าการเป็นแพทย์เนี่ยจำเป็นต้องมี ความตรงต่อเวลา....ความรับผิดชอบ.....ความไฝ่รู้......ความละเอียดรอบคอบ.......การครองสติ......ความจำ........คุณธรรม และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ นั่นคือ ความอดทน เพราะถ้าหากเราไม่อดทนพอ เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะสามารถเป็นแพทย์ที่ดีได้เลย ตอนนี้ทำให้เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองยิ่งๆขึ้น เพื่อที่จะเป็นแพทย์ที่เก่งและดีให้ได้ แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แต่ถ้าไม่พยายามทำดู ไฉนเลยที่มันจะสำเร็จลงไปได้ (โอ้โฮ....วันนี้สาระจนน่ากลัวแฮะ...ไม่น่าเชื่อเลยวุ้ย) ขอปิดท้ายคราวนี้ด้วยคำของพระราชบิดาที่คอยเตือนใจเหล่าแพทย์ทั้งหลายไว้ว่า
"จงยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง ประโยชน์ส่วนตนรองลงมา ลาภยศสรรเสริญ จะมาหาท่านเอง" และ
" I don't want you to be only a doctor , but also a man."
5月17日 เฮ่อ....จะขึ้นวอร์ดแล้ว หลังจากที่ไปงานแรกพบสพท.(ย่อมาจากไร...ไปตามหาอ่านเอาสเปซไอ่ปุ้งเอาละกัน)กลับมา ระหว่างนั่งรถกลับอย่างเซ็งๆ เพราะระบบงานจัดได้มั่วมาก ทำเอาเสียอารมณ์ไปพอสมควร ก็เลยนั่งนึกอะไรไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะต้องละเหี่ยใจ เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า วันอาทิตย์นี้(21 พ.ค.) กรูต้องขึ้นวอร์ดแล้วนี่หว่า เฮ่อ....จะต้องไปเจออะไรกันบ้างหล่ะเนี่ย
หลายคนที่ไม่รู้อาจจะสงสัยว่า ไอ้นี่มันเปิดเทอมมาจะ2เดือนแล้วนี่หว่า แล้วนี่เอ็งยังไม่ขึ้นวอร์ดอีกหรอ ทำไรอยู่วะ.......อะไรทำนองนั้น ก็แจ้งให้ทราบว่า ช่วงก่อนหน้านั้นที่ผ่านมา ทางคณะได้จัดการเรียนการสอนคอร์ส ICM หรือย่อมาจาก Introduction to Clinical Medicine ซึ่งก็คือการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาแพทย์ก่อนที่จะขึ้นไปเรียนบนวอร์ดนั่นเอง ก็มีการเรียนหลากหลายรูปแบบทั้ง เลกเชอร์(อีกแล้ว) ฝึกหัตถการ ฝึกสัมภาษณ์ ทำงานกลุ่ม รายงานสุขภาพ ก็มากมายทีเดียว ล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ต้องขึ้นไปบนวอร์ดเด็ก ที่ตึกเจ้าฟ้ามหาจักรี ชั้น11 เพื่อไปเจออาจารย์กลุ่ม และฝึกการเขียนรายงาน พอไปถึงเรียบร้อย อาจารย์ก็จัดแบ่งกลุ่มให้ โดยพามาที่ชั้น 6 จากนั้นก็หายไปซักพักหนึ่ง ระหว่างนั้น เนื่องจากเป็นวอร์ดเด็ก จึงมีเด็กวิ่งเล่นอยู่บ้างประปราย(พวกที่มีแรงวิ่งเล่นแล้ว) แต่มีอยู่คนนึงอยู่ดีๆ ก็วิ่งตรงเข้ามาที่เรา แล้วก็คว้าข้อมือเราไป จากนั้นก็หมุนเข็มนาฬิกาไปเป็นสี่โมงกว่า "ไปได้แล้วหล่ะ...พี่ สี่โมงแล้ว เลิกแล้ว....ผมมาปรับให้ จะได้กลับได้เร็วๆงัยหล่ะ" เด็กคนนั้นพูดขึ้นมา เฮ่อ...ถ้ามันได้แบบนั้นจริงๆก็ดีสิน้องเอ๋ย จากนั้นมันก็ยังไม่หยุด ว่าแล้วก็เดินไปกระชากบัตรประจำตัวนักศึกษาที่ติดไว้อยู่ตรงอกเสื้อของทุกคน(ตรงนั้นมี 6 คน) มา แล้วก็เอามาดูๆ ไอ้แซมเลยถามขึ้นมาว่า "งัย..ใครหล่อที่สุด" เด็กคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า "ไม่ใช่พี่หรอกน่ะ" แล้วก็ส่งบัตรคืนไปให้ไอ้แซมอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งหายไป ในเวลาเดียวกับที่อาจารย์กลับมา แล้วก็บอกว่า "ดูมาเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวน้องไปสัมภาษณ์แล้วก็ตรวจร่างกายที่เตียง23ได้เลยนะ ไปกัน2คนนะ เอ้า...2คนไหนจะไปก่อน" เรากะแซมก็เลยตัดสินใจไปก่อนเลย ลุยๆให้เสร็จไป พอได้ดังนั้น อาจารย์ก็เลยบอกว่า "โอเค...งั้นเดี๋ยวผมพาคนอื่นไปต่อแล้วนะ" ว่าแล้วก็เดินหายไป เอ้า...เฮ่ย!! แล้วจะทำงัยกันต่อหล่ะเนี่ย ไอ้หมอฝึกหัดทั้งสองคนก็เลยเดินดุ่มๆเข้าไปที่เตียง23 แล้วก็เริ่มลงมือซักประวัติอาการป่วยของน้องที่นอนอยู่เตียง23 แต่เนื่องจากน้องเค้าพึ่งจะฟื้นจากอาการที่รุนแรง เลยไม่ค่อยจะมีแรงเท่าไหร่ และก็พูดเสียงเบาๆ ทำให้ต้องคอยตั้งใจฟังให้ดีๆ พอซักประวัติเสร็จก็ตรวจร่างกาย ก็ยอมรับว่าการตรวจบางอย่างไม่สามารถที่จะทำได้เลย เพราะว่าน้องเค้าไม่มีแรง อย่างท่านั่งก็ลุกขึ้นมาไม่ได้แล้ว ก็เลยตรวจไปเท่าที่จะตรวจได้
พอตรวจเสร็จก็มานั่งดูชาร์ทผู้ป่วย เพื่อศึกษาอาการและความเกี่ยวข้องกับโรคที่น้องเค้าเป็น ขณะที่ดูๆอยู่นั้น "ตั๊บ" ไอ้เด็กคนเดิมนี่แหละ....มันวิ่งมาตบหลังเต็มๆ แล้วก็วิ่งไปขึ้นเตียง พอเราเหลือบตาดู โอโฮ..มันอยู่เตียง24 ข้างๆกะที่กรูพึ่งจะตรวจไปเลยนี่หว่า เฮ่อ....เอาเข้าไปๆ เกือบไปแล้วสิเรา ก็นั่งๆดูอยู่ซักพัก พยาบาลก็เรียกเด็กคนนั้นออกไปตรวจที่นอกห้อง พอเดินผ่านเราอีกที "ตั๊บ" อีกแล้วหรอวะเนี่ย จะเอาอะไรกันนักกันหนา เฮ่อ....!!! จากนั้นเราก็ดูชาร์ทอีกซักพัก แล้วก็ได้เวลาจะต้องขึ้นไปคุยกับอาจารย์ต่อ ก็เลยเดินออกมาจะไปขึ้นลิฟท์ แหนะ....เจอกันอีกแล้ว ไอ้นี่!! คราวนี้มันจะทำอะไรเราอีกมั้ยวะเนี่ย "ตั๊บ" เออ...เอาสิ ตบหลังไม่ได้ มันก็มาฟาดมือแทน เฮ่อ...ความพยายามสูงทีเดียว จากนั้นก็ขึ้นไปคุยกับอาจารย์จนหมดเวลา
นั่นยังแค่ออเดิร์ฟของเราเท่านั้น เพราะของจริงนั้น กำลังจะมาเจอกับเราในไม่ช้านี่แล้ว วอร์ดแรกที่เราจะต้องขึ้น ก็คือ อายุรศาตร์(Medicine) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "เมด" ซึ่งถือว่าเป็นวอร์ดที่หนักที่สุดของนศพ.เลยทีเดียว แต่เราก็พร้อมแล้วหล่ะ ที่จะไปเรียนรู้กับผู้ป่วยจริงๆ ไปทำหัตถการกับผู้ปวยจริงๆ ไปเจอกับสถานการณ์ที่มีผลต่อชีวิตจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ในห้องเรียน แต่หาได้จากประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น ชีวิตของนศพ.ที่แท้จริง กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว (ก่อนหน้านั้นมันก็เรียนแบบที่อื่นๆน่ะ มีเลกเชอร์ มีแลบ ก็ว่ากันไป)
ปล.1 เข้าใจแล้วหล่ะ ว่าทำไมถึงได้ยินพี่ๆที่ขึ้นวอร์ดเด็กบ่นว่าจะไปตบกับเด็กอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะเราน่ะความอดทนสูง เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นสีสันของชีวิตจะดีกว่า จริงมั้ยๆ
ปล.2 จากนี้อาจจะไม่ได้อัพสเปซอีกนานหล่ะมั้ง เพราะว่าขึ้นเมดเนี่ยแหละ งานมันเยอะนะ แต่ก็6สัปดาห์เอง สู้ตายครับ!!!
ปล.3 อ่านจบแล้ว เม้นกันด้วยน้า................ |
|
|